Culture

ภาษาไทยอยู่ตรงไหน?

November 21, 2011

ศูนย์ศึกษาภาษา Portalingua จัดอันดับความสำคัญของภาษาต่างๆ ในโลก โดยในประเทศไทยมีการจัดอันดับ ภาษาไทย ภาษาไทยอีสาน และไทยเหนือ คิดแยกกันเป็น 3 ภาษา โดยใช้ปัจจัยต่างๆ (สถาบันที่ศึกษานี้อยู่ในฝรั่งเศส หัวข้อปัจจัยต่างๆ จึงได้วงเล็บไว้เป็นภาษาฝรั่งเศส) ในการคิด “คะแนน” เช่น

– จำนวนผู้พูดภาษานั้น (Nombre de locuteurs) ภาษาจะสำคัญได้ก็ต่อเมื่อมีผู้ใช้ หากไม่มีคนใช้แพร่หลาย ในที่สุดภาษาก็จะตายไปไม่ว่าจะสำคัญเพียงใด เช่น ภาษาละติน (ภาษาไทยอยู่อันดับ 50)

– Entropie (มาจาก entropy ซึ่งแปลว่า ความยุ่งเหยิง จากวิชาอุณหพลศาสตร์) วัดว่าผู้พูดภาษานั้นๆ กระจัดกระจายไปอยู่ตามที่ต่างๆ ในโลกมากเพียงใด เช่น หากท่านพูดภาษาสเปนได้ ไม่ว่าจะหลงไปอยู่ที่ไหนในอเมริกากลางและอเมริกาใต้ก็จะไม่อดตาย เพราะแทบทุกหมู่บ้านมีผู้พูดภาษาสเปนได้ (ภาษาไทยอยู่อันดับ 93)

– ดัชนีการพัฒนาประชากร (HDI) ของประเทศกลุ่มผู้พูดภาษานั้นๆ (Indice de développement humain) ประเทศที่ดัชนีการพัฒนาประชากรสูงจะมีบทบาทในกิจการต่างๆ ในโลกมากกว่า (ไทยอยู่อันดับ 41)

– อัตราการเจริญพันธุ์ของผู้พูดภาษานั้นๆ (Taux de fécondité) กลับไปที่ข้อแรก หากภาษาไม่มีผู้ใช้ก็จะตายไป (ไทยอยู่อันดับ 103 ญี่ปุ่นอยู่อันดับ 137 รั้งท้าย)

– อัตราการเข้าถึงอินเตอร์เน็ต (Taux de pénétration d’Internet) ของผู้พูดภาษานั้นๆ ซึ่งทำให้มีคอนเทนต์จากผู้ใช้ภาษานั้นๆ ในอินเตอร์เน็ตมากขึ้น (ไทยอยู่อันดับ 56)

– จำนวนบทความในวิกิพีเดียภาษานั้นๆ (Nombre d’articles dans Wikipédia) ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้หนึ่งว่าภาษานั้นๆ มีคอนเทนต์ผลิตออกมามากเพียงใด ตัวอย่างเช่นประเทศเล็กๆ อย่างเนเธอร์แลนด์ที่มีประชากรเพียง 16 ล้านคน มีจำนวนบทความในวิกิพีเดียอยู่ในอันดับ 7 ของโลก เพราะคนดัชท์ผลิตงานเขียนออกมาเยอะมาก หากท่านเดินเข้าไปในร้านหนังสือในเนเธอร์แลนด์ ท่านจะพบว่าประเทศที่มีประชากรมากกว่ากรุงเทพและปริมณทลไม่ถึงสองเท่ากลับมีหนังสือเขียนออกมาเป็นภาษาดัทช์มากมายอย่างน่าประหลาดใจ (ไทยอยู่อันดับ 31)

– การใช้ภาษานั้นๆ เป็นภาษาราชการ (Langues officielles) (ไทยอยู่อันดับ 49)

– วรรณกรรมที่เขียนในภาษานั้นๆ ได้รับรางวัลโนเบล (Prix Nobel de littérature) (ไทยอยู่อันดับ 75 – จริงๆ ควรจัดว่าอยู่อันดับ 21 เพราะตั้งแต่อันดับ 21 เป็นต้นมามีจำนวนรางวัลเท่ากันหมด คือ 0)

– การแปล: ภาษานั้นๆ เป็นภาษาตั้งต้น (เช่น แปลไทยเป็นภาษาต่างๆ; Traduction: langue source) (ไทยอยู่อันดับ 53)

– การแปล: ภาษาอื่นได้รับการแปลมาเป็นภาษานั้นๆ (เช่น ภาษาต่างๆ แปลเป็นภาษาไทย; Traduction: langue cible) (ไทยอยู่อันดับ 40)

หากคิดคะแนนโดยให้น้ำหนักตัวแปรต่อไปนี้เท่าๆ กัน ภาษาไทยจะอยู่ในอันดับ 75 ของโลก อย่างไรก็ตามน้ำหนักของแต่ละเกณฑ์ไม่มีทางเท่ากันได้แน่นอน และจะเปลี่ยนไปตามความเห็นของแต่ละคนว่าปัจจัยใดสำคัญเป็นพิเศษ Portalingua จึงจัดตัวเลื่อนไว้ให้ท่านผู้อ่านตั้งเกณฑ์น้ำหนักได้ตามต้องการ และกดปุ่ม ‘RECALCULER’ (recalculate) เพื่อจัดอันดับใหม่

แต่จะเห็นว่าไม่ว่าจะปรับเกณฑ์อย่างไร ภาษาไทยก็ไม่ขึ้นมาอยู่ใน 30 อันดับแรกของโลกได้เลย และเห็นได้ชัดว่าเป็นภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สำคัญที่สุดในโลกเสมอ ไม่ว่าจะจัดน้ำหนักเกณฑ์อย่างไร

ถึงเวลาหรือยังที่เราต้องทบทวนการเรียนการสอนภาษาของไทย ไม่ใช่แค่อังกฤษที่จำเป็นต้องมีไว้เป็นพื้นฐานขั้นต้นต่อจากภาษาแม่อย่างภาษาไทย แต่เรายังต้องคำนึงถึงการก้าวเข้าไปร่วมกับสังคมโลกที่หลากหลาย ด้วยการเปิดทางเลือกภาษาที่สาม สี่ และห้า ตามความสามารถและความสมัครใจ ไม่ว่าจะเป็นภาษาจีน ภาษาสเปน ภาษามลายู นอกจากนั้น เราอาจต้องมองภาษาในบริบทของการเป็น “เครื่องมือสื่อสารกับชาวโลก” มากกว่าการเป็น “เครื่องประดับทางการศึกษา” ตัวอย่างเช่น ภาษาอังกฤษนั้นไม่ใช่ของวิเศษของฝรั่งเจ้าอาณานิคมเหมือนเมื่อ 100 ปีก่อนอีกแล้ว เพราะกรรมกรที่มุมไบ หรือป้าร้านโชห่วยในกัวลาลัมเปอร์ก็พูดสื่อสารกันได้ด้วยภาษาอังกฤษในแบบน้ำเสียงของตนเอง

การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ใช่สิ่งที่จะทำได้ในเวลาสั้นๆ และอาจจะใช้เวลามากกว่าหนึ่งทศวรรษในการเตรียมความพร้อม หากเราจะเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในทศวรรษ 2030 นี่อาจจะเป็นสิ่งหนึ่งที่เราต้องเริ่มคิดในวันนี้

ข้อมูลและรายละเอียดการจัดลำดับ: http://www.portalingua.info/fr/poids-des-langues

  • http://www.facebook.com/people/Parinand-Bird-Varnasavang/563948807 Parinand Bird Varnasavang

    เห็นด้วยครับว่าเราควรเปิดกว้างทางภาษามากกว่านี้ สมัยก่อนที่เรามีหลักสูตรแห่งชาติให้เริ่มสอนภาษาอังกฤษที่ชั้น ป.5 ทำให้เด็กไทยเสียโอกาสเรียนรู้และฝึกฝนทักษะทางภาษาไปมาก

    อย่างไรก็ตาม ผมก็ไม่อยากให้เราทุ่มเทให้ความสำคัญกับภาษาอังกฤษจนมากกว่าภาษาไทยและภาษาอื่นๆ ผมเห็นว่าภาษาไทยยังมีความสำคัญในฐานะภาษาประจำชาติและคนไทยทุกคนควรได้เรียนรู้ภาษาไทย (รวมถึงวรรณคดีไทย) อย่างแตกฉาน แต่แนวการสอนภาษาไทยควรเป็นไปแบบเสรีนิยมมากขึ้น (อนุรักษ์นิยมน้อยลง) และเน้นความเชื่อมโยงกับภาษาอื่นๆมากขึ้น และต้องให้เด็กไทยได้มีโอกาสเรียนภาษาอื่นๆนอกเหนือจากภาษาไทย โดยเฉพาะชนกลุ่มน้อยซึ่งควรมีโอกาสได้เรียนภาษาแม่ของตัวเอง เช่น ชาวไทยเชื้อสายมาเลย์ใน 4-5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ก็ควรมีโอกาสเรียนภาษามลายูที่ทันสมัยในโรงเรียนไทยด้วย มิใช่กีดกันไม่ให้เขาเรียนจนต้องหนีไปเรียนโรงเรียนปอเนาะ 

    ผมเชื่อในคติเอนกวัฒนธรรมนิยม หรือ พหุวัฒนธรรมนิยม ครับ ไม่อยากเห็นภาษาใดภาษาหนึ่ง dominate สังคมจนไม่เหลือที่ว่างให้ภาษาอื่น 

Readery — ร้านหนังสือออนไลน์