Social

หญิงไทยอยู่ตรงไหนในโลก (1/5)

November 23, 2011

“ผู้หญิงนั้นแบกฟ้าไว้ครึ่งหนึ่ง” เป็นวาทะอันทรงอำนาจยิ่งเกี่ยวกับสตรีของเหมาเจ๋อตุง[1] หลังจากที่โลกถูกครอบงำด้วยบทบาทของผู้ชายและแนวความคิดแบบปิตาธิปไตยมาเป็นเวลายาวนาน แม้สตรีจะมีบทบาทอำนาจก็เป็นอำนาจแบบอ่อนอยู่เบื้องหลังวังใน ในศตวรรษที่ 21 ผู้หญิงได้ฟื้นกลับมามีบทบาทสำคัญต่อโลกในเบื้องหน้าอีกครั้ง

สตรีไทยเคยมีอำนาจและบทบาทสูงยิ่งในอดีตกาล หากเรามองย้อนไปยังจดหมายเหตุของชาวต่างชาติที่มองดูประเทศไทย อาจจะพอได้ภาพคร่าวๆ

พงศาวดารจีนหงเฉียวบุ๋นเหี่ยนทง ยุคราชวงศ์หมิง ตรงกับยุคกรุงศรีอยุธยาตอนต้น กล่าวถึงสตรีในเสียมหลอก๊ก หรือสยามไว้ว่า “การใช้จ่ายเงินทองนั้นสุดแต่ผู้หญิง ด้วยผู้หญิงมีสติปัญญา ชายผู้เป็นสามีต้องเชื่อฟัง”[2]

จดหมายเหตุลาลูแบร์ ในสมัยพระนารายณ์ กล่าวไว้ว่า “ฝ่ายชายนั้นต้องไปเข้าเดือนรับราชการของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 6 เดือนในปีหนึ่ง ทุกๆ ปีนั้น ก็เป็นหน้าที่ของภรรยามารดาและลูกเต้าจะเลี้ยงตัวเอง หนำซ้ำยังต้องส่งเสบียงเลี้ยงคนที่ไปเข้าเดือนอีกด้วย และเมื่อรับราชการกลับมาบ้านแล้ว ก็เป็นธรรมดามักมิใคร่รู้จักจะทำการงานอย่างไรผู้หญิงดอกเป็นตัวถากไร่ไถนา ซื้อขายสินค้าในเมือง”[3]

ส่วนสิทธิของสตรีในการเลือกแต่งงานกับผู้ชายนั้นถือว่าไม่น้อยเลย อีกทั้งจะหย่าเมื่อไรก็หย่าได้ ดังปรากฎในพระธรรมนูญกฎหมายว่า “ชายหาผิดมิได้ หญิงขอหย่า ท่านว่าเป็นหญิงหย่าชาย หย่าได้”[4]

ในยุคเดียวกันของฝั่งชาวตะวันตก ตะวันออกกลาง และตะวันออกไกลนั้น ภรรยาเป็นสิทธิ์ขาดของสามี จะยกให้ใครหรือขายใครก็ได้ มิพักพูดถึงการหย่าร้างเลย

สิทธิและบทบาทของสตรีไทยเริ่มลดลงหลังจากการชำระกฎหมายตราสามดวงในรัฃกาลที่ 1 และการปรับเปลี่ยนประเทศให้เข้าสู่แบบตะวันตกและรับจารีตนิยมแบบวิคตอเรียน-เอ็ดเวิร์ดเดียนมาหลังรัชกาลที่ 4 จนกระทั่งการอภิวัตน์ 2475 ที่คณะราษฎรได้ให้สิทธิเลือกตั้งแก่สตรีเทียบเท่าบุรุษ

แล้วผู้หญิงไทยอยู่ที่ไหนในโลกปัจจุบัน?
คำตอบย่อมไม่ใช่ “อยู่บนแผงหนังสือข้างขวัญเรือนและสกุลไทย”

จึงขอยกดัชนี 4 ดัชนีมาประกอบกันเพื่อความชัดเจนโดยเฉลี่ยทุกระดับชนชั้น ได้แก่

1. ระดับการรู้หนังสือของผู้หญิง
2. ดัชนีช่องว่างระหว่างเพศ
3. อัตราส่วนผู้บริหารหญิงในองค์กรธุรกิจเอกชน
4. ดัชนีอำนาจทางการเมืองภาครัฐ

ซึ่งจะทยอยโพสทีละดัชนีเป็นลำดับไป โปรดติดตามชม

อ้างอิง
[1] Mao Ze Dong.The Little Red Book. 1964
[2] ขุนเจนจีนอักษร, จดหมายเหตุเรื่องพระราชไมตรีระหว่างกรุงสยามกับกรุงจีน. ที่ระลึกงานพระราชทานเพลิงศพมหาอำมาตย์ตรี พระยาโชฎึกราชเศรษฐี(ผ่อง โชติกพุกกณะ). โรงพิมพ์โสภณพิพัฒนากร. 2476
[3] กรมศิลปากร, จดหมายเหตุลาลูแบร์ เล่ม 2. ปรีดาลัย. ไม่ระบุปีพิมพ์
[4] พระราชพงศาวดาร ฉบับพระราชหัตถเลขา ฉบับ 1. กรมศิลปากร. 2549

  • แมวดำ

    นี่ ผมคนไทยนะ คุณมาเขียนดูถูกคนไทยเนี่ยอะนะ เลวมากๆ

Readery — ร้านหนังสือออนไลน์