Sci & Tech

ประเทศไทยให้ความสำคัญกับงานวิจัยแค่ไหน?

December 13, 2011

จริงๆ แล้วประเทศไทยให้ความสำคัญกับงานวิจัยแค่ไหน?

ปรกติเมื่อพูดถึงการพัฒนาของประเทศมักจะนึกถึงอัตราการเพิ่มของ GDP เราเคยได้ยินกันมามากแล้วถึงการพัฒนาทางเศรษฐกิจ รวมไปถึง “เสือตัวใหม่แห่งเอเชีย” แต่ในขณะเดียวกัน การพัฒนาอีกทางหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กันและมักจะถูกมองข้ามไปเสมอก็คือ งานวิจัยและค้นคว้า (Research and Development)

เราทุกคนคุ้นเคยกับผลผลิตที่เกิดจากสิ่งประดิษฐ์กันดี ไม่ว่าจะเป็น iPhone ของ Apple อินเตอร์เน็ตและเฟซบุ๊คที่ทุกคนอ่านกันอยู่ รถยนต์ที่นั่ง ไฟฟ้าที่ใช้ ไม่ว่าเรามองมุมใดของประวัติศาสตร์ เราก็จะค้นพบว่างานวิจัยและสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆเป็นสิ่งที่ผลักดันให้สังคมก้าวไปข้างหน้าอยู่เสมอ

การประดิษฐเครื่องปั่นฝ้าย (Cotton Gin) ทำให้งานยุ่งยากของการผลิตฝ้ายง่ายลง และนำไปสู่การเลิกทาสในสหรัฐอเมริกา การเติมถ่านลงไปในเหล็กหลอมละลายทำให้ได้เหล็กกล้าที่แข็งแรงกว่า ทำให้ซามูไรญี่ปุ่นที่มีดาบคมกว่าชนะสงคราม การเข้าใจถึงฤดูกาลและปฏิทินทำให้ชาวบาบิโลเนียนสามารถวางแผนในการหว่านเมล็ดพืชเพื่อเพาะปลูกได้แม่นยำยิ่งขึ้น การเขียนตัวหนังสือทำให้ชาวอียิปต์โบราณสามารถจดบันทึกและรักษาความรู้เก่าแก่เพื่อสืบทอดไปสู่ลูกหลานได้

อาจกล่าวได้ว่างานค้นคว้าวิจัยและสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆเป็น “การพัฒนา” อย่างหนึ่งที่จะผลักดันสังคมให้เดินไปข้างหน้า มีความสำคัญไม่แพ้การพัฒนาทางเศรษฐกิจเลยทีเดียว

คำถามคือเราให้ความสำคัญกับการพัฒนาด้านนี้มากน้อยแค่ไหน?

จากรายงานของธนาคารโลก[1] (World Bank) เกี่ยวกับค่าใช้จ่ายด้านงานวิจัยและพัฒนาเทียบเป็นสัดส่วนของ GDP พบว่า

สวีเดน 3.74%
ญี่ปุ่น 3.4%
เกาหลี 3.27%
สหรัฐอเมริกา 2.82%
สิงคโปร์ 2.27%
ออสเตรเลีย 2.06%
จีน 1.42%
มาเลเซีย 0.64%
ไทย 0.25%
มองโกเลีย 0.21%

จะเห็นได้ว่า ถึงแม้ประเทศที่จัดได้ว่า “พัฒนาแล้ว” ส่วนมากก็ยังให้ความสำคัญกับการ “พัฒนา” ในงานวิจัยค้นคว้าอยู่ และประเทศที่ให้ความสำคัญกับงานวิจัยมากก็มักจะเป็นประเทศที่เราคุ้นเคยเป็นอย่างดีจากผลิตภัณฑ์ของประเทศนั้นๆ ไม่ว่าจะเป็นสินค้าเทคโนโลยีจากญี่ปุ่น โทรทัศน์จากเกาหลี เฟอร์นิเจอร์จากสวีเดน ซอฟท์แวร์จากอเมริกา ฯลฯ เห็นได้ชัดว่างานวิจัยสามารถส่งผลโดยตรงต่อการพัฒนาทางเศรษกิจเช่นกัน

นอกจากผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจแล้ว ผลงานวิจัยก็ยังสามารถช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตและระดับการศึกษาไม่ว่าจะด้วยเครื่องอำนวยความสะดวก หรือกลวิธีการสื่อสารที่ดีขึ้น และที่สำคัญที่สุด งานวิจัยคือการจัดการ “องค์ความรู้” ในสังคมที่จะส่งผ่านต่อไปให้คนรุ่นหลังได้อย่างเป็นระบบ

จากเหตุอุทกภัยครั้งใหญ่ปี 2554 ที่ผ่านมา ก็แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยยังขาดระบบเตือนภัยและระบบรับมือต่อภัยพิบัติที่มีประสิทธิภาพ ทำไมเราจึงไม่รู้ว่าน้ำมีมากแค่ไหน? ทำไมเราจึงไม่สามารถเตือนภัยได้ล่วงหน้า? ทำไมเราจึงมีการจัดการน้ำที่ไม่ดีเพียงพอ? ทำไมจึงไม่มีผลและข้อสรุปของการใช้เรือดันน้ำ? บางทีตัวเลขข้างบนอาจจะสามารถอธิบายคำตอบของคำถามเหล่านี้ได้

เราต้องไม่ลืมว่าในโลกที่ทุกคนเดินไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว การที่หยุดนิ่งอยู่กับที่หรือเดินช้ากว่าคนอื่น ก็อาจเปรียบเสมือนกับการเดินถอยหลัง ดังเช่นอารยธรรมอินคาซึ่งมีประชากรกว่า 17 ล้านคน กลับต้องถูกทำลายโดยทหารสเปนเพียง 100 คนที่มาพร้อมกับม้าและปืน จบด้วยการจับเรียกค่าไถ่และสังหารจักรพรรดิ Atahualpa องค์สุดท้ายของอินคา

บางทีเราอาจต้องหันมาให้ความสำคัญกับการพัฒนาทางด้านงานวิจัยให้มากกว่านี้ มิเช่นนั้นเราอาจที่จะเริ่มก้าวตามเขาไม่ทัน

อ้างอิง
[1] http://data.worldbank.org/indicator/GB.XPD.RSDV.GD.ZS/countries?display=map

  • boonchuay

    Yes   right      10  person  for  1   pices  of  R&D     May  be   Goodlife 

  • moji

    ในฐานะนัำกวิจัย อยากเล่าให้ฟังครับว่าประเทศเราขอทุนวิจัยยากมาก

    ถ้าไม่เส้นใหญ่จริง ก็ต้องเขียนโครงร่างให้เกาะกระแส สถาบัน/รักชาติ/กระแสสังคม

    งานวิจัยทางวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์ วิทยาศาสตร์ประยุกต์ หลายอย่างที่ก่อประโยชน์อย่างมาก
    นี้ไม่มีทางได้ทุนวิจัยครับ หรือได้มาก็เศษทุน เพราะพวกนักการเมืองหรือข้าราชการชั้นสูงเขาไม่เคยสนใจ

    หลายครั้งต้องทำงานวิจัยด้วยทุนของตัวเองที่เก็บสะสมไว้จนเกือบเสร็จแล้วค่อยแอบเอาไปขอทุน
    พอเขียนส่งไป โดนตีกลับมาว่า “คำนี้สะกดไม่ถูก ต้องสะกดอย่างนี้”

    เหนื่อยใจครับ

  • http://www.facebook.com/qiushengxin クー アンペア

    ชอบทำวิจัย อยู่ญี่ปุ่นดีค่ะ กลับไทยไปไม่รุ่งแน่ๆ ฮ่าๆๆ

Readery — ร้านหนังสือออนไลน์