Economics

คนไทยกินดีอยู่ดีแค่ไหนเมื่อเทียบกับในอดีต?

January 25, 2012

คนไทยกินดีอยู่ดีแค่ไหนเมื่อเทียบกับในอดีต?

เป็นที่ทราบกันดีว่า GDP คือดัชนีวัดผลผลิตโดยรวมในระบบเศรษฐกิจ เมื่อเรานำค่า GDP มาหารเฉลี่ยด้วยจำนวนประชากร ก็จะได้ค่าเฉลี่ยรายได้ต่อหัวประชากร (GDP per capita) แต่การคำนวนรายได้เป็น “บาท” เพียงอย่างเดียวนั้นยังไม่ดีพอหากเราต้องการเปรียบเทียบว่าเรา “รวยขึ้น” หรือ “จนลง” เมื่อเทียบกับช่วงเวลาในอดีต เราจะต้องพิจารณาระดับ “เงินเฟ้อ” ประกอบด้วย (อธิบายเพิ่มใน [3])

Real GDP คือมูลค่า GDP ที่คิดเทียบกับระดับราคาสินค้า (เงินเฟ้อ) ปีใดปีหนึ่ง โดยตัวเลขที่ี่ธนาคารแห่งประเทศไทย[1]เผยแพร่ทางเว็บไซต์นั้นใช้ระดับเงินเฟ้อของปี 2531 เป็นปีฐาน หมายความว่า real GDP ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยใช้ “คิดเสมือนว่า” ราคาสินค้าในประเทศไทยคงที่ทุกปีเท่ากับเมื่อปี 2531

อย่างไรก็ตาม ควรกล่าวด้วยว่าตัวเลข GDP เป็นเพียง “ดัชนีหนึ่ง” ที่ใช้วัดข้อมูลในระบบเศรษฐกิจ แต่หากมองจากนิยาม “ชีวิตที่ดี” ก็ยังมีอีกหลายแง่มุมที่ GDP ไม่ได้วัด (สุขภาพ การศึกษา การพักผ่อนหย่อนใจ ความปลอดภัยในชีวิตประจำวัน ฯลฯ) และที่สำคัญที่สุดคือ GDP per capita เป็นการ “หารเฉลี่ย” คนทั้งประเทศโดยไม่สะท้อนการกระจายรายได้ว่ากระจุกตัวมากหรือน้อยเพียงใด เช่น หลายคนไม่ทราบว่าไทยมีการกระจุกตัวของรายได้สูงติดอันโลก มากกว่าจีนและอินเดีย (อ่านเพิ่มเติมใน [2] ช่องว่างระหว่างคนรวย-คนจน )

จากข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทยที่กล่าวไว้ข้างต้น คำนวนโดยตั้งสมมติฐานว่าอัตราการเพิ่มประชากรของปี 2011 เท่ากับปี 2010 จะได้ผลลัพธ์ออกมาดังกราฟที่เห็น และได้ตัวเลขใน 5 ปีหลังดังนี้

ปี 2550 : 67,560 บาท
ปี 2551 : 68,856 บาท
ปี 2552 : 67,104 บาท
ปี 2553 : 71,949 บาท
ปี 2554 : 54,700 บาท

จากกราฟจะเห็นว่าทิศทางพัฒนาเศรษฐกิจไทยยังไปได้ดี โดยเฉลี่ยแล้วคนไทย “รวยขึ้น” เมื่อเทียบกับในอดีต เราสามารถหาเงินต่อคนได้มากขึ้น ซึ่งแปลว่าสามารถจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น กินข้าวแกงได้หลายจานมากขึ้น ลงทุนส่งลูกหลานเรียนโรงเรียนที่แพงกว่าตัวเองได้ ฯลฯ เราอาจมีสะดุดบ้างในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจต้มยำกุ้งในปี 2540 แต่หลังจากนั้นก็ยังเดินหน้าต่อไปได้

อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าสังเกตว่าตัวเลขในปี 2554 ลดต่ำลงอย่างฉับพลัน หลายคนเห็นแล้วคงนึกถึงผลกระทบจากเหตุการณ์ “มหาอุทกภัย” ที่เกิดขึ้นช่วงปลายปีซึ่งส่งผลกระทบอย่างหนักต่อระบบเศรษฐกิจ เพราะกระทบทั้งภาคการผลิตและฐานเงินเฟ้อในคราวเดียวกัน

และหากจะนึกถึงการ “ฟื้นฟูประเทศ” เมื่อลองทำการคำนวนโดยใช้ตัวเลขชุดเดียวกันนี้ โดยสมมติให้จำนวนประชากรไทยและ “เงินเฟ้อ” ไม่เพิ่มขึ้นเลยในปี 2555 เราจะต้องมี GDP ที่เพิ่มขึ้นถึง 31.5% จึงจะทำให้คนไทยกลับมามี real GDP per capita เท่ากับปี 2553 ก่อนเกิดเหตุการณ์มหาอุทกภัย

แอดมินเชื่อว่าภาระการ “ฟื้นฟูประเทศ” นี้เป็นของคนไทยทุกคน (เพราะต้องไม่ลืมว่าค่า GDP per capita คือการหารเฉลี่ยเท่ากันหมด) คงจะปล่อยให้เป็นภาระของใครฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ หน่วยงานเอกชน ประชาชนทั่วไป หรือกระทั่งตัวผู้ประสบภัยเอง ล้วนต้องทำงานหนักเพื่อฟื้นฟูประเทศของเราให้กลับมา “กินดีอยู่ดี” ดังเดิม

ชี้แจง : เนื่องจากมีผู้อ่านบางท่านท้วงติงเข้ามาว่าข้อมูลที่นำเสนออาจมีความคลาดเคลื่อนและสงสัยว่านำตัวเลขมาจากไหน เพราะตัวเลข GDP ของปี 2554 นั้นต่ำผิดปกติ และตัวเลขของทั้งปีน่าจะยังรวบรวมไม่เสร็จ จึงอาจเป็นเพียงตัวเลข GDP ของ 3 ไตรมาสแรกเท่านั้น

ทีมแอดมินขอชี้แจงในเบื้องต้นว่า เรานำข้อมูลมาจากเว็บไซต์ของธนาคารแห่งประเทศไทยดังที่ได้อ้างอิงเอาไว้ ซึ่งในเว็บไซต์ได้เขียนหมายเหตุไว้ว่าข้อมูลในปีล่าสุดจะเป็นตัวเลขแบบ Year-to-Date ซึ่ง ณ วันที่เราดึงข้อมูลออกมา ระบบแจ้งว่าวันที่ปรับปรุงข้อมูลล่าสุดคือวันที่ 30 ธันวาคม 2554

อย่างไรก็ตาม ทีมแอดมินเห็นว่าข้อท้วงติงข้างต้นนั้นมีมูล จึงได้สอบถามไปยังธนาคารแห่งประเทศไทยแล้ว ขณะนี้กำลังรอคำตอบอยู่ ซึ่งเมื่อได้รับคำตอบแล้วจะนำมาแสดงไว้ในที่นี้ด้วย

และหากธนาคารแห่งประเทศไทยชี้แจ้งว่าข้อมูลคลาดเคลื่อนจริง เราจะแสดงข้อมูลใหม่ไว้ด้วยตาม ‘แนวทางปฏิบัติของเรา’ (http://www.whereisthailand.info/guideline)

อ้างอิงข้อมูล

[1] ธนาคารแห่งประเทศไทย http://www.bot.or.th/English/Statistics/EconomicAndFinancial/EconomicIndices/Pages/index.aspx#
[2] ช่องว่างระหว่างคนรวย-คนจน http://www.whereisthailand.info/2011/06/income-gap/
[3] การคำนวนรายได้เป็น “บาท” เพียงอย่างเดียวนั้นยังไม่ดีพอเพราะ เงิน เป็นเพียงสื่อกลางใช้แลกเปลี่ยนสินค้าและบริการ (คนเราไม่ได้ดื่มกินธนบัตรเป็นอาหาร) ดังนั้นหากเราต้องการเปรียบเทียบว่าเรา “รวยขึ้น” หรือ “จนลง” เมื่อเทียบกับช่วงเวลาในอดีต เราจะต้องพิจารณาระดับ “เงินเฟ้อ” ประกอบด้วย — อธิบายง่ายๆว่าหากในอดีตเราได้เงินวันละ 100 บาท ขณะที่ข้าวแกงราคาจานละ 10 บาท เราจะกินข้าวได้ 100/10 = 10 จานต่อวัน แต่ในปัจจุบันเราได้เงิน 200 บาท ดูเผินๆอาจเหมือนเรารวยขึ้น 2 เท่า แต่ถ้าราคาข้าวแกงในปัจจุบันเพิ่มขึ้นเป็น 40 บาท ย่อมเท่ากับว่าเรากินข้าวแกงได้น้อยลงเหลือเพียง 200/40 = 5 จานต่อวัน — ดังนั้นแปลว่าเรา​“จนลง”

  • Msumpunt

    ปัจจุบันข้อมูล Real GDP ของปี 2554 ได้เผยแพร่อย่างเป็นทางการแล้ว สามารถค้นได้ที่ http://www.nesdb.go.th
    มูลค่าเท่ากับ 4,598,441 ล้านบาท และ real GDP per capita เท่ากับ 68,027 บาท/คน

    • Nottmom

      รายได้ดูเหมือนจะเพิ่ม แต่ต้องเทียบกับราคาของด้วย เทียบไปเทียบมา ก็จนเท่าเดิม

      • dsysbydx

        มันเป็น real GDP ไม่ใช่เหรอครับ ก็เอาอัตราเงินเฟ้อไปรวมด้วยแล้วนิ 

        • Phat

          Real GDP ไม่รวมอัตราเงินเฟ้อครับ

          • Nanay

            การเปลี่ยน GDP ให้เป็น REAL GDP ก็เพราะเวลาเราเปรียบเทียบตัวเลข GDP ของปีใดปีหนึ่ง เราอาจถูกหลอกลวงให้เห็นว่า มันมีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นมาก ทั้งนี้ เพราะราคาของสินค้าที่แปรผันสูงขึ้น ช่วยผลักดันให้มูลค่าสูง โดยที่แท้จริงแล้ว สินค้าที่เป็นหัวใจสำคัญที่เราสนใจนั้น อาจอยู่คงที่ หรือน้อยลงก็เป็นได้
            เมื่อไม่ต้องการให้ถูกหลอกลวงโดยราคา ต้องการชนิดที่เมื่อเห็นตัวเลข GDP แล้วก็ต้องให้รู้ทันทีว่ามันสะ้อนของจริง คือสินค้าที่สร้างความพอใจให้เรา ดังนั้น จึงต้องแปร GDP ตามราคาปัจจุบัน ให้เป็น REAL GDP ดังที่ได้พูดถึงแล้ว
            การเปลี่ยนแปลง GDP ของปีใดให้เป็น REAL GDP ของปีเดียวกันด้วยวิธีสถิติ ก็คือการทำให้ราคาสินค้า ไม่เปลี่ยนแปลง ซึ่งทำได้โดยเอาราคาสินค้าของปีใดปีหนึ่ง ซึ่งยึดเป็นปีฐานมาใช้
            ดังนั้น GDP ของปีต่างๆ จึงถูกเปลี่ยน ให้เป็น REAL GDP ของปีนั้นๆ ถ้า REAL GDP ของปีหนึ่งสูงกว่าอีกปีหนึ่ง ก็บอกได้ทันทีว่า ได้มีการผลิตสินค้าซึ่งเป็นของจริงมากกว่า (รายละเอียดตามข้อมูลข้างบนครับ สรุปReal GDP รวมอัตราเงินเฟ้อเข้าไปแล้วครับ)

Readery — ร้านหนังสือออนไลน์