Sci & Tech

คนไทยจ่ายค่าบริการโทรศัพท์มือถือมากน้อยแค่ไหน?

February 3, 2012

ARPU คือคำศัพท์เฉพาะทางของอุตสาหกรรมโทรคมนาคม ย่อมาจาก Average Revenue Per User หรือรายได้เฉลี่ยของผู้ให้บริการต่อลูกค้าหนึ่งคน (คิดเป็นรายเดือน) ตัวเลข ARPU มักใช้วัดว่าผู้ให้บริการหรือประเทศนั้นๆมีการใช้จ่ายด้านบริการโทรคมนาคมมากน้อยเพียงใด แบ่งเป็นสัดส่วนเท่าใดระหว่างบริการชนิดต่างๆ (voice, text, data) ผู้สนใจสามารถอ่านรายละเอียดข้อมูลอุตสาหกรรมโทรคมนาคมไทยได้ที่เว็บไซต์ของ กสทช. [1]

ข้อมูลจากรายงานประจำปีของ FCC [2] (กสทช.ของสหรัฐ) ทำการวิเคราะห์ ARPU ของแต่ละประเทศโดยใช้อัตราแลกเปลี่ยนสกุลเงิน ณ ขณะนั้น ได้ตัวเลขที่น่าสนใจของบางประเทศดังนี้

ญี่ปุ่น $58.06 ต่อเดือน
สหรัฐ $49.91 ต่อเดือน
ออสเตรเลีย $ 47.27 ต่อเดือน
เกาหลีใต้ $33.63 ต่อเดือน
ฟินแลนด์ $33.52 ต่อเดือน
สิงคโปร์ $33.01 ต่อเดือน
มาเลเซีย $16.04 ต่อเดือน
จีน $10.44 ต่อเดือน
ไทย $6.29 ต่อเดือน
อินโดนิเซีย $4.62 ต่อเดือน
อินเดีย $4.26 ต่อเดือน
ฟิลิปปินส์ $4.01 ต่อเดือน
*ตัวเลขไตรมาส 4 ปี 2009

แต่หากเทียบรายจ่ายนี้โดยปรับฐานให้สะท้อนค่าครองชีพในแต่ละประเทศ (PPP-adjusted) จะได้ตัวเลขออกมาเป็น

ญี่ปุ่น $47.10 ต่อเดือน
สหรัฐ $49.91 ต่อเดือน
ออสเตรเลีย $ 44.21 ต่อเดือน
เกาหลีใต้ $53.33 ต่อเดือน
ฟินแลนด์ $26.51 ต่อเดือน
สิงคโปร์ $44.64 ต่อเดือน
มาเลเซีย $32.19 ต่อเดือน
จีน $19.11 ต่อเดือน
ไทย $12.99 ต่อเดือน
อินโดนิเซีย $8.31 ต่อเดือน
อินเดีย $11.83 ต่อเดือน
ฟิลิปปินส์ $8.13 ต่อเดือน
*ตัวเลข PPP conversion ratio อ้างอิงจากข้อมูลปี 2009 ของธนาคารโลก [3]

จะเห็นว่าประเทศพัฒนาแล้วส่วนใหญ่จะมีค่าใช้จ่ายบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่สูงกว่าประเทศกำลังพัฒนา บางประเทศเมื่อคิดเทียบเป็นสัดส่วนกับค่าครองชีพแล้วพบว่าสูงกว่าที่เห็นมาก เช่น เกาหลีใต้ที่กลับสูงกว่าญี่ปุ่น หรือ สิงคโปร์ที่สูงเท่าๆกับออสเตรเลีย ในขณะที่บางประเทศเมื่อคิดเทียบกับค่าครองชีพแล้วกลับต่ำลง เช่น ฟินแลนด์ ส่วนประเทศไทยไม่ว่าจะคิดแบบ Nominal หรือคิดเทียบกับค่าครองชีพ ก็ต้องนับว่าเราใช้จ่ายต่อเดือนในระดับต่ำเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ

ประเทศที่มีค่าใช้จ่ายที่ต่ำนั้นมองอาจมองได้สองมุม มุมหนึ่งอาจมองได้ว่าเป็นเพราะสภาวะการแข่งขันในตลาดที่สูง อาจมีนโยบายที่เปิดกว้างส่งเสริมการแข่งขัน ทำให้ผู้บริโภคสามารถใช้บริการได้ในราคาถูก แต่อีกมุมหนึ่งก็อาจมองได้ว่าเป็นเพราะตลาดในประเทศเหล่านั้นมีกำลังซื้อต่ำ ทำให้จำเป็นต้องทำสงครามราคาหรือกดราคาให้ต่ำเพื่อให้คนเข้าถึงบริการได้จำนวนมาก ซึ่งในระยะยาวย่อมส่งผลต่อการตัดสินใจลงทุนพัฒนาเทคโนโลยีหรือการให้บริการต่างๆเนื่องจากโอกาส “คุ้มทุน”​นั้นต่ำกว่า

ในทางกลับกัน ประเทศที่มีกำลังจับจ่ายใช้สอยมากกว่าก็มักจะมีการลงทุนพัฒนาคุณภาพการให้บริการที่ดีกว่า เช่น หากดูตัวเลขค่าใช้จ่ายของคนเกาหลีใต้แล้วก็อาจไม่ต้องแปลกใจที่เขาสามารถเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีได้ เนื่องจากมีโอกาส​“คุ้มค่าการลงทุน” ที่มากกว่านั่นเอง

อ้างอิงข้อมูล:

[1] http://www.nbtc.go.th/TTID/
[2] http://www.fcc.gov/reports/mobile-wireless-competition-report-15th-annual
[3] http://data.worldbank.org/indicator/PA.NUS.PPP
  • http://www.facebook.com/revenaux Prateep Amonruttanapun

    คงจะดีไม่น้อยถ้านำข้อมูลนี้เปรียบเทียบกับค่าครองชีพในแต่ละประเทศ ส่วนตัวผมคิดว่าคนไทยมีปริมาณการใช้โทรศัพท์ไม่ใช่น้อยเลย

Readery — ร้านหนังสือออนไลน์