บ่อยครั้งที่สังคมมักเชื่อว่าการส่งเสริมศีลธรรมจะทำให้คนในสังคมเป็น “คนดี” และหวังต่อไปว่าการเพิ่มจำนวนคนดีจะช่วยลดเรื่องไม่ดีต่างๆ ลง (คอรัปชั่น อาชญากรรม ฯลฯ) แต่ปัญหาของแนวคิดนี้คือเราไม่สามารถชั่ง ตวง วัด ความเป็น “คนดี” ของผู้คนได้ อีกทั้งการเป็นคนดีในแง่มุมหนึ่งก็อาจเป็นคนเลวในอีกแง่มุมหนึ่งได้เช่นกัน (เช่น โจรที่เลวก็อาจเป็นพ่อที่ดีได้ในคนเดียวกัน) ดังนั้นการมุ่งส่งเสริมศีลธรรมเพื่อหวังจะช่วยแก้ปัญหาสังคมนั้นอาจยังต้องเป็นข้อถกเถียงกันต่อไป เนื่องจากไม่สามารถหาหลักฐานข้อมูลทางสถิติมาสรุปได้
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลเชิงประจักษ์จากสำนักงานป้องกันยาเสพติดและปราบปรามอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UN Office on Drugs and Crime; UNODC) ชี้ให้เห็นว่าจริงๆ แล้วการลดอาชญากรรมอาจจะไม่ใช่เรื่องซับซ้อนขนาดนั้น
แผนภาพนี้แสดงอัตราการโจรกรรมรถยนต์ (กราฟสีส้ม) ในช่วงปี 2005 – 2010 เทียบกับ % การเปลี่ยนแปลงของ GDP (สีเทา) และการเปลี่ยนแปลงของอัตราการว่างงาน (สีเขียว) สังเกตว่าช่วงที่อัตราการเติบโตของ GDP ลดลงฉับพลันนั้นอัตราการโจรกรรมรถยนต์ก็พุ่งขึ้นไปด้วย ควรเป็นที่ถกเถียงกันว่าการโจรกรรมรถยนต์เป็นตัวชี้วัด (proxy) ที่ดีของอัตราการเกิดอาชญากรรมโดยรวมหรือไม่ ข้อดีของการใช้การโจรกรรมรถเป็น proxy ของอาชญากรรมคือมีอัตราการแจ้งความสูงเนื่องจากต้องใช้ในการเคลมประกัน แต่ก็อาจจะมีปัญหาคือสังคมหนึ่งๆ อาจจะนิยมขโมยรถเป็นพิเศษโดยไม่ก่ออาชญากรรมอื่นๆ ก็เป็นได้ (ยังไม่มีหลักฐานว่าเป็นเช่นนั้น)
อย่างไรก็ตาม หากอัตราการโจรกรรมรถยนต์เป็นตัวบ่งชี้อัตราการเกิดอาชญากรรมได้จริง ข้อมูลนี้ก็ชี้ให้เห็นว่าอัตราการเกิดอาชญากรรมนั้นแปรผกผันกับการเติบโตของ GDP อย่างมีนัยยะสำคัญ*
