Social

รัฐศาสนาช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิต?

April 10, 2012

ในหลายประเทศ รัฐบาลเข้ามามีบทบาทในการกำหนดศาสนาประจำชาติ ให้ความสำคัญกับบางศาสนาเป็นพิเศษในฐานะศาสนาประจำชาติ (เช่น กำหนดให้วันสำคัญทางศาสนาเป็นวันหยุดราชการ) ภายใต้ความเชื่อว่าศาสนาสอนให้คนเป็นคนดี ช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตประชากร คำถามที่เราควรถาม คือ ความเป็นรัฐศาสนาช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตหรือไม่? อย่างไร? ซึ่งควรอภิปรายด้วยแผนที่รัฐศาสนาในโลก (ซ้าย) และ แผนที่แสดงคุณภาพชีวิตประชากรที่วัดด้วยดัชนีคุณภาพประชากร (Human Development Index หรือ HDI; ขวา)

แม้เราจะเชื่อว่าศาสนาจะมีส่วนช่วยให้บุคคลหนึ่งๆ เป็นคนดี แต่การกำหนดนโยบายของชาติจำเป็นต้องใช้มากกว่าความศรัทธา ต้องใช้ข้อมูลที่วัดได้และพิสูจน์ได้ ทั้งนี้อาจเป็นที่ถกเถียงกันได้ว่า HDI ไม่ได้วัดความเจริญทางจิตใจหรือคุณธรรม แต่ความดี คุณธรรม ความสุข หรือความเจริญทางจิตใจนั้นเป็นเรื่องที่จับต้องไม่ได้และวัดให้เป็นรูปธรรมได้ยาก ต่างจากอายุขัย การศึกษา และรายได้เฉลี่ย ที่สามารถวัดได้เป็นตัวเลขชัดเจน จึงสามารถนำมาใช้กำหนดนโยบายการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในชาติได้อย่างเป็นรูปธรรม

ท่านผู้อ่านที่สนใจหัวข้อ “การวัดความสุข” ในชาติ สามารถติดตามโพสเมื่อปีที่แล้วของเราในหัวข้อ “ไทย-ภูฏาน: ความสุขมวลรวมประชาติ – ความสุขของใคร?” ได้ที่ http://www.whereisthailand.info/2011/09/bhutan-infant-mortality

อ้างอิงข้อมูล:

http://en.wikipedia.org/wiki/State_religion

http://en.wikipedia.org/wiki/Human_Development_Index
  • http://warbandit.exteen.com Ratcicle

    จริงๆผมว่าการจะวัดว่าประเทศไหนเจริญแล้วเขาวัดกันที่ HDI มากกว่าเรื่องอื่นนะครับ ของไทยจำได้ว่าเมื่อหลายปีก่อนยังเขียวอยู่เลย

  • http://www.facebook.com/people/Parinand-Bird-Varnasavang/563948807 Parinand Bird Varnasavang

    ผมเห็นว่าต้องแยกระหว่าง “ศาสนา” กับ “รัฐศาสนา” เพราะว่าสองสิ่งนี้ต่างกัน.  ผมเชื่อว่าศาสนายังมีบทบาทที่สำคัญในสังคม อย่างน้อยก็เป็นหลักศีลธรรมให้คนในสังคมได้ยึดถือ แต่บทบาทของศาสนาในสังคมควรเป็นไปในแนวทางเสรีนิยมสอดคล้องกับสังคมประชาธิปไตย นั่นคืออาณาจักร (รัฐ) กับศาสนจักรต้องแยกออกจากกัน เรียกว่าเป็นรัฐโลกวิสัยหรือรัฐฆราวาส (secular state). 

    รัฐต้องไม่นำกฎศาสนาที่นอกเหนือจากหลักศีลธรรมสากลมาบัญญัติเป็นกฎหมายบ้านเมืองอันจะเป็นการกดขี่ชนกลุ่มน้อยที่นับถือศาสนาอื่นที่ไม่ใช่ศาสนาประจำรัฐ (state religion). นอกจากนี้รัฐต้องคุ้มครองเสรีภาพทางศาสนาให้พลเมืองมีอิสระในการนับถือหรือไม่นับถือศาสนา/นิกาย/ลัทธิใดๆและสามารถประกอบศาสนกิจได้โดยเสรีตราบใดที่ไม่เป็นการละเมิดสิทธิ์ของศาสนิกชนอื่นๆ. 

    อย่างไรก็ตาม ผมเห็นว่ารัฐฆราวาสสามารถให้การอุปถัมภ์ศาสนจักรได้ในลักษณะที่ไม่เป็นการเลือกปฏิบัติอย่างร้ายแรง.  ระดับการแยกกัน (degree of separation) ระหว่างรัฐกับศาสนจักรมีได้หลายระดับ ไม่ใช่ว่าจะต้องแยกกัน 100%.  แม้แต่สหรัฐอเมริกาที่เชิดชูหลักการ separation of church and state ยังพิมพ์คำขวัญว่า “In God We Trust” ลงในธนบัตร, ยังมีโบสถ์ที่เรียกว่ามหาวิหารแห่งชาติ (National Cathedral) อยู่ในกรุงวอชิงตัน, และในพิธีสาบานตนของประธานาธิบดีคนใหม่ ก็มีการใช้คัมภีร์ไบเบิ้ลและถ้อยคำที่อ้างถึงพระเจ้าประกอบด้วย.  

    ดังนั้นสำหรับประเทศไทย–ซึ่งผมคิดว่าเป็นรัฐฆราวาส ไม่ใช่รัฐศาสนา เพราะเราไม่มีศาสนาประจำชาติโดยนิตินัย (รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยไม่ได้ระบุให้ศาสนาใดเป็นศาสนาประจำชาติ)–ผมคิดว่ามันไม่แปลกอะไรที่รัฐให้การอุปถัมภ์ศาสนาพุทธและศาสนาอื่นๆ ตามสัดส่วนจำนวนศาสนิก และการบัญญัติให้พระมหากษัตริย์ต้องทรงเป็นพุทธมามกะก็ไม่ได้ทำให้ไทยเป็นรัฐศาสนา เพราะเสรีภาพทางศาสนามีอยู่โดยนิตินัย (รัฐธรรมนูญคุ้มครอง) และพฤตินัยอยู่แล้ว.

    รัฐศาสนานั้นมักจะมีการกดขี่ให้ประชาชนปฏิบัติตามหลักปฏิบัติของศาสนาประจำรัฐโดยเคร่งครัด. หลักปฏิบัติหลายประการมีลักษณะจารีตนิยมที่ไม่สอดคล้องกับหลักประชาธิปไตย. บางเรื่องมีผลกระทบต่อการพัฒนามนุษย์อย่างร้ายแรง โดยเฉพาะเรื่องโอกาสทางการศึกษาที่ไม่เท่าเทียมกันระหว่างเพศ ซึ่งแน่นอนย่อมส่งผลกระทบต่อดัชนี HDI.

    แต่ตัวศาสนาเองมิใช่อุปสรรคต่อการพัฒนามนุษย์ ตราบใดที่เราไม่ได้ยึดถือในลักษณะที่เคร่งครัดเกินไปในเชิงจารีตประเพณี โดยเฉพาะอย่างยิ่งศาสนาพุทธซึ่งผมไม่เห็นว่ามีอะไรที่ขัดขวางการพัฒนามนุษย์เลยแม้แต่น้อย. 

    ดังนั้นผมคิดว่าศาสนากับคุณภาพชีวิตตามกรอบ HDI ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกันโดยตรง. เราจะด่วนสรุปไม่ได้ว่าศาสนาไม่ได้มีส่วนพัฒนาคุณภาพชีวิต และในทางกลับกันเราก็คงจะใช้ศาสนาเพียงอย่างเดียวในการพัฒนาคุณภาพชีวิตไม่ได้ แต่ที่แน่ๆคือรัฐที่ยังมีระดับ HDI ต่ำจำนวนมากก็เป็นรัฐฆราวาส (ดูแผนที่ Sub-Saharan Africa).

    • Kamolphut Orapin

      จริงอยู่ที่ทางนิตินัยประเทศไทยไม่ได้เป็นรัฐศาสนา แต่หากดูจากวันหยุดราชการจะพบว่ามีวันหยุดเฉพาะศาสนาพุทธ(เช่น วันมาฆบูชา วันวิสาขบูชา เป็นต้น) หากประเทศไทยเป็นรัฐฆราวาสจริงๆ ก็ไม่ควรเอาวันทางศาสนาเป็นวันหยุดราชการ หรืออย่างน้อยก็ควรมีวันหยุดราชการที่เป็นวันสำคัญทางศาสนาของศาสนาอื่นๆ เช่น คริสต์ อิสลาม อยู่บ้าง
      ตามความเห็นของผมรัฐไทยเป็นรัฐศาสนาในทางพฤตินัยอย่างชัดเจน

      • หมูมองหมามองแมว มองหมูมองหมามอ

        Easter, Christmas นี้เกี่ยวกับศาสนาไหมครับ

Readery — ร้านหนังสือออนไลน์