Economics

เรียนสูงๆ แล้วได้เป็นเจ้าคนนายคนจริงหรือ?

June 13, 2012

แรงงานคือปัจจัยในการพัฒนาประเทศที่สำคัญมาก เพราะไม่ว่าประเทศจะร่ำรวยทรัพยากรขนาดไหนก็ยังมีวันใช้หมดไป แต่แรงงานหมายถึงสังคม ประเทศ และผู้คนที่จะช่วยกันทำมาหากินให้ประเทศเจริญต่อไปได้ในอนาคต เมื่อพูดถึงแรงงานหลายคนมักนึกถึงภาพ “ผู้ใช้แรงงาน” หรือ “กรรมกร” ซึ่งเป็นแรงงานที่ใช้ทักษะน้อย แต่ในความจริงแล้วแรงงานหมายถึงประชากรทั้งหมดในประเทศที่ยังอยู่ในวัยทำงาน ซึ่งนับรวมปลัดอำเภอ CEO ทนายความ วิศวกร แพทย์ ชาวประมง หรือคนขับรถแท็กซี่เข้าไปด้วยทั้งหมด

คนไทยสมัยก่อนมักมีคำสอนลูกหลานทำนองว่า “จงตั้งใจเล่าเรียน โตขึ้นจะได้เป็นเจ้าคนนายคน” ซึ่งสะท้อนให้เห็นได้ชัดว่าเราเชื่อว่า “การศึกษา” เป็นปัจจัยที่สำคัญต่อการพัฒนาแรงงาน นอกจากนั้น เรามักเชื่อกันด้วยว่าหากจัดให้มีการศึกษามากขึ้น แรงงานจะมีทักษะสูงขึ้น ซึ่งจะทำให้เกิดการ “ยกระดับงาน” ในที่สุด

(คลิกที่รูปเพื่อดูขนาดเต็ม)

เรียนสูงๆ แล้วได้เป็นเจ้าคนนายคนจริงหรือ?

จากข้อมูลธนาคารแห่งประเทศไทย [1] ปัจจุบันแรงงานไทย 30.9% จบการศึกษา “สูงกว่า” ระดับมัธยมต้น (มัธยมปลาย,อาชีวะ,อุดมศึกษา) และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดสิบปีที่ผ่านมา ดูเผินๆเหมือนการจัดการศึกษาของเราอยู่ในเกณฑ์ดี มีพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง

แต่สิ่งที่น่าสนใจคือเมื่อมีการศึกษามากขึ้นแล้ว แรงงานไทยมีทางเลือกในการทำงานที่ดีขึ้นหรือไม่? เรามี “เจ้าคนนายคน” เยอะขึ้นตามไปด้วยหรือเปล่า?

องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (International Labour Organization : ILO) ได้แบ่งกลุ่ม “อาชีพ” (Occupation) ของแรงงานออกเป็น 10 กลุ่มหลักดังนี้ — อ่านรายละเอียดคำนิยามอาชีพตามมาตรฐานสากลได้ใน [2]

  1. ผู้บัญญัติกฎหมาย ข้าราชการระดับอาวุโส และผู้จัดการ
  2. ผู้ประกอบวิชาชีพด้านต่างๆ
  3. ผู้ประกอบวิชาชีพช่างเทคนิคสาขาต่างๆ และอาชีพที่เกี่ยวข้อง
  4. เสมียน
  5. พนักงานบริการ และพนักงานในร้านค้า และตลาด
  6. ผู้ปฏิบัติงานที่มีฝีมือทางด้านการเกษตร และการประมง
  7. ผู้ปฏิบัติงานด้านความสามารถทางฝีมือ และธุรกิจการค้าที่เกี่ยวข้อง
  8. ผู้ปฏิบัติการโรงงานและเครื่องจักร และผู้ปฏิบัติงานด้านการประกอบ
  9. อาชีพขั้นพื้นฐานต่างๆ ในด้านการขาย และการให้บริการ
  10. อาชีพซึ่งมิได้จำแนกไว้ในหมวดอื่น

จากกลุ่มอาชีพข้างต้นอาจกล่าวได้อย่างคร่าวๆว่า กลุ่มวิชาชีพ 1-3 คือกลุ่มวิชาชีพที่ “ใช้ทักษะสูง” (ตัวอย่างเช่น ผู้บริหาร แพทย์ พยาบาล วิศวกร โฟร์แมน ผู้ช่วยทันตแพทย์ ทนายความ ช่างยนต์ ศิลปิน นักเขียน เจ้าของธุรกิจ นักดนตรี ครู) ขณะที่กลุ่มวิชาชีพ 4-6 เป็นกลุ่มวิชาชีพที่ใช้ทักษะต่ำ ส่วนรายได้กลุ่มไหนจะมากหรือน้อยกว่ากันนั้น เป็นเงื่อนไขเฉพาะในรายละเอียดของแต่ละตลาดแรงงานซึ่งมีปัจจัยเกี่ยวข้องแตกต่างกันไป จะไม่กล่าวถึงในที่นี้

หากเราจัดแบ่งแรงงานออกเป็น 2 กลุ่มอาชีพจะเห็นได้ดังกราฟที่แสดง ซึ่งโดยเฉลี่ยแล้วในปัจจุบันแรงงานไทยที่ทำงาน “ทักษะสูง” (กลุ่ม 1-3) มีประมาณ 10-15% นั่นแปลว่าคนกว่า 85% ยังทำงาน “ทักษะต่ำ” อยู่ [3] และที่น่าสนใจกว่านั้นคือปริมาณคนทำงานทักษะสูงในไทยลดต่ำลงอย่างมีนัยยะสำคัญตั้งแต่ปี 2551 และมีแนวโน้มที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง

หากเทียบกับประเทศอื่นๆจะพบว่า จากข้อมูลของ ILO [4] เมื่อปี 2525 เกาหลีใต้มีสัดส่วนแรงงานทักษะสูง 5.49% ส่วนไทยมี 5.33% เวลาผ่านไป 24 ปี – ในปี 2550 ไทยมีแรงงานทักษะสูง 15.11% ซึ่งเป็นจุดสูงสุดของไทย ขณะที่เกาหลีใต้มี 22.18%

ส่วนประเทศอื่นๆมีสัดส่วนแรงงานทักษะสูง (ปี 2550) ดังนี้
มาเลเซีย 26.26%
ออสเตรเลีย 42.87%
ฝรั่งเศส 39.8%
เยอรมนี 41.5%
ฮ่องกง 36.3%
ญี่ปุ่น 37.0%
นอร์เวย์ 42.3%
สิงคโปร์ 48.6%
ตุรกี 22.0%
สหราชอาณาจักร 41.9%

จากข้อมูลข้างต้น เป็นที่น่าสังเกตว่าประเทศที่ “เจริญ” จะมีสัดส่วนแรงงานทักษะสูงที่มากกว่าประเทศไทย เพราะงานที่ทักษะสูงขึ้นมักหมายถึงมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจที่มากกว่า และการเพิ่มขึ้นของสัดส่วนอาชีพนี้ ยังหมายถึงทางเลือกใน “งานที่ดีกว่าเดิม” สำหรับคนรุ่นใหม่ที่มากกว่าคนรุ่นพ่อแม่อีกด้วย (คำว่าดีในที่นี้อาจหมายถึงรายได้ คุณภาพชีวิต ความมั่นคง ความเสี่ยงต่ำฯลฯ ซึ่งขึ้นกับแต่ละบุคคล แต่โดยรวมแล้วหมายถึงงานที่ต้องการ “ทักษะที่สูงขึ้น” กว่าเก่า)

จากข้อมูลทั้งหมดจะเห็นว่าแม้แนวโน้ม “ปริมาณ” การศึกษาของแรงงานไทยจะเพิ่มสูงขึ้น แต่ปริมาณแรงงานทักษะสูงในระบบไม่ได้เพิ่มขึ้นตามไปด้วย ซึ่งด้วยทิศทางที่สวนทางกันเช่นนี้ เราอาจต้องตั้งคำถามอย่างจริงจังต่อ “คุณภาพ” ระบบการศึกษาไทยแล้วหรือไม่ว่าการจัดการศึกษานั้น “สร้างทักษะ”ชนิดใดให้แก่ประชากรประเทศ เพราะเห็นได้ชัดว่าการมีวุฒิการศึกษาที่สูงขึ้น ไม่ได้ช่วยทำให้ประชากรไทยสามารถทำงานที่ใช้ทักษะสูงขึ้นได้เลยตลอด 10 ปีที่ผ่านมา

อ้างอิง

[1] http://www.bot.or.th/Thai/Statistics/EconomicAndFinancial/RealSector/Pages/Index.aspx#
[2] http://laborsta.ilo.org/applv8/data/isco88e.html
[3] http://www.bot.or.th/Thai/Statistics/EconomicAndFinancial/RealSector/Pages/Index.aspx#
[4] http://laborsta.ilo.org/

  • http://value.exteen.com/ patty

    การศึกษาไทย

  • Cardioy

    เรียนสูงแต่ไฝ่ต่ำเอง

    • Kiku

      ไม่ใช่ใฝ่ต่ำหรอกครับ แต่สำหรับประเทศไทย แรงงานนั้นไม่มีทางเลือกครับ
      งานในประเทศไทยจะมีซักกี่ตำแหน่งที่ต้องใช้ทักษะสูงจริง ๆ

      ดูง่าย ๆ ว่าบริษัทในประเทศไทยมีซักกี่บริษัทที่มีแผนก R&D
      ส่วนใหญ่แล้วบริษัทไทยก็จมอยู่กับการใช้เทคโนโลยีนำเข้า ไม่ยอมพัฒนาเอง เพราะ “ซื้อเอา ถูกกว่า”
      นี่ยังไม่นับแผนกที่ชื่อ R&D แต่เอาเข้าจริงแล้วทำ Search & Copy แทนอีกนะครับ

      ตราบใดที่ผู้มีอำนาจทั้งหลายในประเทศไม่ยอมสนับสนุนเทคโนโลยีของไทยด้วยกันเอง
      ระบบเซ็นเซอร์ง่าย ๆ ระบบตอกบัตร สแกนลายนิ้วมือ ฯลฯ ที่ NECTEC ทำได้มาสิบปีแล้ว แต่ก็ยังซื้อแต่ของนอก เพราะ “ไม่มั่นใจของไทย”
      อย่างนี้อีก 100 ปี ประเทศเราก็ทำได้แต่ “ซื้อมา ขายไป” ไม่มีนวัตกรรม ไม่มีตำแหน่งงานที่ต้องใช้ทักษะสูงให้ทำหรอกครับ

      • sNOOBy

        เห็นด้วยจริงๆกับ rep นี้ ผมเห็นหลายบริษัทที่ผ่านมาก็ใช้วิธีนี้ละครับ แต่ต้องยอมรับว่าการ search&copy จนถึงซื้อเขามาพัฒนามันทำได้ง่ายและมีความเสี่ยงน้อยกว่าการพัฒนาเองมากจริงๆ

    • G-gameza

      ขอแสดงความคิดเห็นสั้นๆนะครับ คนไทยที่จบสูงๆส่วนใหญ่เขาก็นิยมไปทำงานต่างประเทศหมดครับ เพราะประเทศไทยช่องทางทำมาหากินยากครับ และไม่ค่อยมีผู้สนับสนุน เลยต้องไปแสดงฝีมือที่ต่างประเทศกันหมด

  • Sung_engin

    เหมือนว่าการศึกษาของไทย “ตัน” อยู่ระหว่างประถมปลาย ถึงมัธยมศึกษาตอนต้น คือจำนวนคนที่ศึกษาจบมีเยอะ แต่ส่วนมากไม่มีการศึกษาในระดัีบที่สูงกว่านี้ จบมาแล้วทำงานเลยเนื่องจากฐานะทางครอบครัว

    ถ้าจะทำการศึกษาจริง ๆควรพิจารณาจำนวนประชากรที่จบการศึกษาระหว่างมัธยมศึกษาตอนปลาย ถึงระดับปริญญาตรีมากกว่านะครับ

  • Lawender

    ข้อมูลมันดูจับแพะชนแกะมากครับ

    จริงๆมันควรดูอัตราการมีงานทำของแต่ละระดับวุฒิการศึกษา และวุฒิการศึกษาของระบบบริหาร (หรือที่คุณเรียกเจ้าคนนายคน) มากกว่าครับ

    ค่อยจะได้เห้นว่า การเรียนสูงแล้วทำให้ได้มีโอกาสทำงานตำแหน่งสูงๆจริงหรือไม่

  • สุริสิทธ์

    หากยังมีแนวโน้มเป็นเช่นนี้ต่อไปเรื่อยๆ คนไทยที่ความสามารถสูงมีการศึกษาดีจริงๆ ก็จะไม่อยากอยู่เมืองไทยเพราะจะไม่มีงานที่เหมาะสมสำหรับพวกเขา แล้วเราจะมีคนเก่งๆ มาช่วยกันพัฒนาประเทศได้อย่างไร มีแต่แรงงานพื้นๆ ทั่วไป ที่ทำงานแบบอยู่ไปวันวัน

  • krujoe_2499@hotmail.com

    เรียนสูง มีความรู้ก็นำวิชาความรู้มาช่วยคนในชุมชน หมู่บ้าน ประเทศชาติ เดี๋ยวนี้คำว่าเป็นเจ้าคนนายคนมันจะเปลี่ยนไปตามยุคตามสมัย ยุคโลกาภิวัตร

  • Juniwata724

    ตอนนี้ต่อให้เรียนสูงแค่ไหน งานก็ไม่มีให้ทำ หรือ มีแข่งขันสูงมาก มีการทุจริตเข้างานมากกก มาตรฐานการศึกษาของไทยแย่ที่สุดล่ะค่ะ

  • Sk

    ข้อมูลนี้แม่นยำแค่ไหน ผมไม่รู้ ผมรู้แต่ว่า คนที่มีโอกาสเล่าเรียนกับคนที่ไม่ได้เรียนของเรา งมงายกันคนละแบบ
    เราเป็นชาติที่ไม่ค่อยจะใฝ่รู้หรือยังไง คนเรียนก็เรียนจนงมงาย คนสอนก็สอนด้วยอาการงมงายพอกัน
    เราไม่สร้างวิญญาณการเรียนรู้ ขืนทำเป็นกล้าแสดงออก ก็มักได้อาย
    ผู้รู้เยอะของเราก็พอมี แต่คนที่ใช้ความรู้คิดสร้างสรรค์ต่อยอด หายากเต็มที
    ในหมู่คนหลายชาติที่มารวมตัวกัน พวกที่เงียบที่สุดในกลุ่มมักจะเป็นคนไทย สงสัยว่าเราจะเป็นพวกทักษะต่ำจริงอย่างที่เขากระมัง

  • Paan_013965@hotmail.com

    อัตราจบการศึกษาสุงกว่า “มัธยมต้น” มันจะเอามาวัดอะไรได้ มันไม่ใช่ระดับวิชาชีพ ต้องเอาข้อมูลอัตราคนจบ “วิชาชีพ” (มหาลัย, อาชีวะ, ) มาดิ มันจะมีเหตุผลกว่านะ

  • ttm

    บางคนจบ ป.ตรี เอกภาษาอังกฤษ แต่พูดกับฝรั่งไม่ได้ แต่บางคนจบแค่ประถมได้ผัวฝรั่งกลับพูดได้ บางคนจบวิศวะ แต่ซ่อมมอร์ไซค์ไม่เป็น แต่บางคนจบประถมฝึกงานอู่จนเป็นเจ้าของกิจการร่ำรวยก็เยอะแยะ ทักษะหรือการเรียนรู้ไม่ได้หมายความว่าต้องจบมาจากการศึกษาในระบบอย่างเดียวครับ มันมีอยู่ทั่วไปในสังคม แต่การเรียนรู้นั้นเป็นการเรียนรู้เพื่ออะไรล่ะ อย่างที่เห็นๆก็คือเรียนไปเถอะจบสูงๆยังไงเสียเขาก็ให้เงินเดือนสูงกว่าจบต่ำแม้ทำงานไม่ได้ก็ไปฝึกเอา อย่างนี้เรียกว่าเรียนเอาวุฒิ แต่บางคนเรียนไม่จบ แต่ในขณะเีรียนตั้งใจรับทฤษฎีมาเต็มที่ แล้วมาฝึกปฏิบัติจนเก่งสร้างกิจการของตัวเองพัฒนาจนเป็นเจ้าของธุรกิจพันล้านก็มีอย่างเช่น เถ้าแก่น้อยและตัน อิชิตัน ซึ่งเรียกว่าเรียนเอาความรู้ ไม่สำคัญในวุฒิ แค่นี้พวกท่านน่าจะพอเข้าใจแล้วว่าการศึกษานั้นมันล้มเหลวเป็นอย่างมากสอนให้คนคิดว่าจบสูงกว่าจะเก่งกว่า แต่แท้ที่จริงหาใช่ไม่

    • Sarawut Tonkul

      จบวิศวะไม่จำเป็นต้องซ่อมอะไรเป็นนะครับ นั่นมันหน้าที่ของช่าง ของผู้ที่จบ ปวช คนไทยมักเข้าใจผิดคิดว่าวิศวะต้องซ่อมเป็น เราไม่ได้เรียนซ่อมนะครับ เราเรียนการดูแล การจัดการ ทำให้เกิดประโยชน์สูงสุดน่ะครับ

Readery — ร้านหนังสือออนไลน์