Economics

งบประมาณประเทศไทยอยู่ตรงไหน?

July 20, 2012

Infographic — งบประมาณประเทศไทยอยู่ตรงไหน?

การกระจายความเจริญโดยเฉพาะระบบสาธารณูปโภคพื้นฐาน (การคมนาคมขนส่ง การศึกษา การสาธารณสุข) ไปสู่ระดับภูมิภาคเป็นเรื่องสำคัญ เพราะนั่นหมายถึงการเพิ่มรายได้ในส่วนภูมิภาค ลดภาระและค่าใช้จ่ายให้กับเมืองหลวงที่แออัด ลดความเสี่ยงเช่นในกรณีที่เกิดมหาอุทกภัยในปีที่แล้ว ช่วยยกระดับแรงงานของประเทศเนื่องจากประชากรส่วนมากของประเทศอาศัยอยู่นอกเมืองหลวง นอกจากนี้ยังเป็นการสร้างความเท่าเทียมกันและความเป็นธรรมในทางการเมืองอีกด้วย

ธนาคารโลก (World Bank) ได้จัดทำรายงานเกี่ยวกับการบริหารจัดการสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานในประเทศไทย [1] ซึ่งมีข้อมูลการกระจายตัวของเงินงบระมาณไปยังภูมิภาคในเชิงเปรียบเทียบกับตัวเลขอื่นๆดังนี้

หากลองเปรียบเทียบให้เห็นง่ายๆจะได้ว่า

หากเราแทนประชากรในประเทศไทยด้วยคน 100 คน จะเป็นคนในแต่ละท้องที่ดังนี้
กรุงเทพ 17 คน
ภาคกลาง 17 คน
ภาคเหนือ 18 คน
ภาคอีสาน 34 คน
ภาคใต้ 14 คน

หากคนไทยทั้งประเทศทำงานสร้างเงินได้ 100 บาทต่อปี แต่ละภูมิภาคจะสร้างรายได้ดังนี
กรุงเทพ 26 บาท
ภาคกลาง 44 บาท
ภาคเหนือ 9 บาท
ภาคอีสาน 11 บาท
ภาคใต้ 10 บาท

ทุกๆ 100 บาทที่รัฐบาลนำไปใช้ในการพัฒนาประเทศ จะไปให้
กรุงเทพ 72 บาท
ภาคกลาง 7 บาท
ภาคเหนือ 7 บาท
ภาคอีสาน 6 บาท
ภาคใต้ 8 บาท

จะเห็นได้ว่า ยังมีความเหลื่อมล้ำอยู่มากระหว่างภูมิภาค หากเราพิจารณารายได้ GDP ต่อประชากรแล้ว จะพบว่าทั้งกรุงเทพฯ และภาคกลางจะมีรายได้ต่อประชากรสูงมาก เมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่นๆ ทั้งนี้อาจเป็นเรื่องไม่แปลกใจนักหากเราคำนึงถึงบทความ“เงินร้อยบาทในกระเป๋าคุณมาจากไหน?” [2] ว่ารายได้กว่า 39% ของประเทศมาจากอุตสาหกรรมซึ่งมักจะอยู่ในส่วนภาคกลาง

หากเราพิจารณาส่วนของงบประมาณจากภาครัฐแล้ว จะพบว่าถึงแม้กรุงเทพฯ จะมีประชากร 17% ของประเทศ ทำรายได้ 26% ของ GDP ประเทศ แต่กลับได้รับงบประมาณถึงกว่า 72% ในทางกลับกันภาคอีสานที่มีประชากรมากที่สุดของประเทศถึง 34% ทำรายได้ 11% แต่กลับได้รับงบประมาณเพียง 6% ของงบประมาณใช้จ่าย

นั่นแปลว่าไม่ว่าจะมองจากมิติของ GDP หรือมิติด้านจำนวนประชากร การจัดสรรงบประมาณรัฐยังมีความเหลื่อมล้ำอยู่มาก ซึ่งหลักการจัดสรรงบประมาณอย่าง“เป็นธรรม” นั้นขึ้นกับหลักคิดพื้นฐานว่าอะไรคือความเท่าเทียม/ยุติธรรม

บางคนเชื่อว่าหากเราต้องการเห็นพัฒนาที่เท่าเทียมกันมากขึ่น เราควรช่วยเหลือภูมิภาคที่มี GDP น้อยให้มากขึ้น เพื่อให้ภูมิภาคเหล่านั้นสามารถพัฒนาโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่เป็นเงื่อนไขสำคัญของความเจริญและการดึงดูดประชากร นอกจากนั้นสภาพงบประมาณที่ไม่สมสัดส่วนเช่นนี้มีแต่จะซ้ำเติมปัญหาการกระจุกตัวของความเจริญในกรุงเทพ ซึ่งหมายถึงความเสี่ยงที่สูงมากหากเกิดภัยพิบัติ และยังจะยิ่งทำให้ต้นทุนการบริหารเมืองสูงขึ้นไปเรื่อยๆไม่สิ้นสุด (เมืองยิ่งแออัด ก็ยิ่งบริหารจัดการยาก ต้นทุนสูง)

ในทางกลับกัน บางคนอาจเชื่อว่าความเป็นธรรมหมายถึงการจัดสรรเงินให้พื้นที่ซึ่งสามารถ “เอาเงินไปต่อเงิน” ได้ดีกว่าเพื่อเพิ่ม GDP ให้มากขึ้นในภาพรวม (ซึ่งหมายถึงการสร้างงาน และการพัฒนาประเทศที่มากกว่าแบบแรก) อีกทั้งค่าครองชีพของเขตเมืองกับชนบทก็แตกต่างกัน การลงทุนพัฒนาระบบสาธารณูปโภคมีค่าใช้จ่ายสูงกว่า (คมนาคม การศึกษา สาธารณสุข) ดังนั้นก็ย่อมเป็นธรรมดาที่เขตเมืองเช่น กทม. ย่อมสมควรได้รับงบประมาณมากกว่า

นิยามของ “ความเป็นธรรม” ดูจะเป็นสิ่งทีสังคมไทยต้องถกเถียงค้นหาคำตอบร่วมกันต่อไป แต่ที่แน่ๆคือปัญหาการกระจุกตัวของเมืองใหญ่อย่าง กทม. นั้นคือระเบิดเวลาที่รอการแก้ไขอย่างจริงจังและมีแต่จะย่ำแย่ลงทุกปี

อ้างอิง

[1] Overview Paper : Improving Service Delivery In Thailand – A Public Finance Management Review
[2] เงินร้อยบาทในกระเป๋าคุณมาจากไหน?

  • Bebick

    ถ้าไม่รวมงบประมาณส่วนกลางแล้วตัวเลขจะเป็นอย่างไรครับ

  • http://www.facebook.com/watcharin.tantisan Watcharin Tantisan

    กระทรวง ทบวง กรม ต่างๆ ส่วนใหญ่อยู่ในกรุงเทพครับ ดังนั้น ถ้ารวมงบส่วนกลางด้วย ก็ไม่แปลกที่ “พื้นที่กรุงเทพ” จะได้รับขนาดนั้น แต่ถ้าถามว่า กทม. มีอำนาจบริหารจัดการงบส่วนกลางนั้น ลงพื้นที่ตัวเอง ให้ประชาชนในพื้นที่หรือเปล่า ก็คงไม่ใช่ครับ เพราะคนที่ได้รับประโยชน์คือคนทั้งประเทศ

    • Romangelo

      งบที่นำมาคำนวณนี้น่าจะเป็นงบสำหรับพัฒนาจังหวัดเท่านั้นนะครับ กระทรวงกรมกองอะไรต่าง ๆ มันคนละงบ

  • http://www.facebook.com/profile.php?id=100001280112705 ‘Thicha Puantae

    ประชากรนี่ประชากรตามทะเบียน หรือประชากรที่อยู่จริงครับ ถ้าเป็นประชากรตามทะเบียนนี่เอามาคิดไม่ได้ครับ เพราะคนอยู่จริงอีกเยอะครับที่ทะเบียนบ้านไม่ได้อยู่ กทม. แต่ตัวอยู่ ฝากอีกเรื่องนอกจากงบส่วนกลางที่ต้องหักออกแล้ว

  • Ideefour

    มีข้อมุลเชิงลึกกว่านี้อีกไหมล่ะเนีย

  • สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล

    โทษทีนะครับ คำว่า “รายได้” ที่แปลว่า expenditure นี่ งงๆ

  • ufoman

    รัฐต้องเลี้ยงคนกทมฯเสียงบมากมายกว่าคนชนบทเพราะเป็นเด็กซึ่งเลี้ยงแบบให้เงินไปถลุงอย่างเดียวหากเลี้ยงและให้เงินเหมือนกันกับคนชนบทแล้วคนกทมฯจะตายก่อนเวลาอันควร แต่ถ้าต้องการให้เจริญก้าวหน้าไปพร้อมๆๆกันก็ควรกล้าแบ่งงบประมาณตามประชากรที่ลงทะเบียนไว้ในแต่ละจังหวัดขาดเหลือก็ให้แต่ละจังหวัดช่วยเหลือตัวเองจะเหมาะสมกว่า

  • Suchathit Boonnag

    ผมว่ารัฐต้องกระจาย เช่นอาจจะย้ายกระทรวงบางกระทรวงไปยังจังหวัดภูมิภาคครับ นอกจากนี้ต้องลงทุนระบบสาธารณูปโภคตามหัวเมือง เพื่ออย่างน้อยเมืองมันจะได้ขยาย

  • Farmer Eng

    อยากให้ประเทศเจริญก็ต้องกระจายออกไปตามต่างจังหวัด

  • Alandi

    เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น ประชากรไทย100 คนหารด้วย17 = 5.88 คนกรุงเทพ 17/17 = 1 คน หารายได้ = 26 บาท (72%)ภาคกลาง 17/17 =1 คน หารายได้ = 44 บาท (7%)ภาคเหนือ 18/17 = 1.05 คน หารายได้ = 9 บาท (7%)ภาคอีสาน 34/17 = 2 คน หารายได้ = 11 บาท (1 คนได้ 5.5 บาท) (6%)ภาคใต้ 14/17 = 0.82 คนหารายได้ = 10 บาท (8%)
    ดังนั้นภาคอิสาน 1 คน หารายได้แค่เพียง 10-50% เมื่อเทียบกับคนที่เหลือแต่กลับได้แบ่งงบประมาณ (6%) เกือบจะเท่ากับภาคที่หารายได้มากกว่าถามว่า มันไม่เท่าเทียม/ยุติธรรม ตรงไหน ในเมื่อคนมากกว่ากลับหารายได้ได้น้อยกว่า??
    แก้ปัญหาให้ถูกจุด ว่าทำอย่างไรจึงจะสามารถทำให้ภาคอีสาน หารายได้ต่อคนได้เฉลี่ยเท่ากับภาคอื่นๆอย่ามัวหาเรื่องแบ่งแยกคนในชาติแฝงวาระซ่อนเร้นบิดบัง (hidden agenda) ส่วนตัวอยู่เลยเสนอข้อมูลและวิเคราะห์อย่างตรงไปตรงมา จะมีประโยชน์ต่อสังคมประเทศชาติมากกว่าที่เป็นอยู่นี้

    • Fcuk

      .
      ก็คำนวณได้ตามนั้น แต่ถ้าคนอีสานอาศัยอยู่กรุงเทพฯทำงานเสียภาษีที่กรุงเทพ แต่ไม่ถูกนับว่า เป็นคนอีสานที่เสียภาษีในภาคของตัวเอง ยังงี้ไม่แฟร์นะ

      เสียภาษีเค้าคำนวณตามภูมิลำเนารึเปล่าล่ะ ?

      คิดว่าเราอยากจากบ้านเกิดเมืองนอน บ้านแตกสาแหรกขาดมาทำงานเป็นขี้ข้า ได้เงินค่าจ้างต่ำ ๆ งั้นหรอ ???

      เพราะการผูกขาดรายได้และการลงทุนไว้ส่วนกลางไง
      เราถึงได้ย้ายมาทำงาน เสียภาษีให้ถูกคำนวณเป็นรายได้ของคนภาคกลางไง
      .

  • Alandi

    http://www.rd.go.th/publish/43680.0.html
    ผลการจัดเก็บภาษีสรรพากรทั้งประเทศ
    ปีงบประมาณ 2554
    หน่วย : ล้านบาท ปี 2554  อัตราเพิ่ม (%)
    รวมทั้งประเทศ 1,516,110.002 9.86
    รวมกรุงเทพ 989,508.450  20.04
    รวมต่างจังหวัด 526,601.552 9.54

  • สุธิพงศ์

    ผมว่าข้อมูลอันนี้มันแปลก ๆ นะครับ ข้อมูลชุดนี้ยก “รายได้” มาเทียบกับ “งบประมาณ” ซึ่งผมว่าไม่เหมาะสม

    ที่จริงแล้วงบประมาณนั้นนับจากการเอาเงินของรัฐไปลงพื้นที่นั้น ๆ
    ถ้าหากจะเอามาเทียบก็ต้องเทียบกับเงินที่รัฐได้จากพื้นที่นั้น ๆ ซึ่งควรจะเป็น “ภาษี” มากกว่า “รายได้” สิครับ

    รายได้มากแต่จ่ายภาษีน้อยจะเอามาเทียบกับงบประมาณได้อย่างไร

    ซึ่งถ้าหากเราคิดจากภาษี ข้อมูลที่ได้ก็จะเป็นไปตามลิงค์ที่คุณ Alandi ยกมา
    คือกรุงเทพจังหวัดเดียวจ่ายภาษีเยอะกว่าจังหวัดอื่นทั้งประเทศรวมกัน

    บางคนอาจจะทักท้วงเรื่องที่ว่าบางบริษัท ตัวโรงงานอยู่ต่างจังหวัด แต่จดทะเบียนในกรุงเทพ
    ดังนั้นต้องดูเฉพาะภาษีบุคคลธรรมดา ไม่รวมนิติบุคคล ซึ่งผลออกมาก็เหมือนเดิม
    คือคนกรุงเทพจังหวัดเดียวจ่ายภาษีบุคคลธรรมดาเยอะกว่าจังหวัดอื่นทั้งประเทศรวมกัน

    ส่วนเรื่องงบประมาณที่สรุปอยู่ในรูปนั้นผมก็ว่าแปลกมาก ๆ
    งบอบต. ของแต่ละที่นี่มากมายมหาศาล เอาแค่ภาคเดียวก็รวมกันเยอะกว่างบ กทม. ไปเยอะแล้ว
    เป็นที่น่าสงสัยว่างบประมาณ 72% ไปอยู่ที่กรุงเทพได้อย่างไร

    อย่าบอกนะว่าสร้างทางหลวงระหว่างภาค กับซื้อรถถังไปประจำการชายแดน แล้วมาคิดเป็นงบกรุงเทพ
    ด้วยเหตุผลว่ากระทรวงคมนาคมกับกระทรวงกลาโหมอยู่กรุงเทพ  คิดแบบนี้ผมว่าไม่ถูกนะ

    เอาเข้าจริงผมก็เห็นด้วยว่ากรุงเทพนั้นแออัดมากเกินไป และประเทศเราเหลื่อมล้ำมากไประหว่างกรุงเทพ-ต่างจังหวัด
    แต่มันไม่ใช่เรื่องของเงินที่ลงไปครับ ถ้านับเรื่องเงิน กรุงเทพน่ะเลี้ยงคนทั้งประเทศอยู่
    (เงินที่ลงไปในองค์กรบริหารส่วนท้องถิ่น เช่น งบ อบต. นั้นละลายไปกับการคอรัปชั่นซะเกินครึ่ง)

    ความเหลื่อมล้ำเกิดจากบุคลากร การศึกษา สาธารณสุข การเข้าถึงแหล่งทุน ฯลฯ มากกว่า

    • อย่าคิดว่าคนใน กทม คือ คน กทม

      แล้วภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาส่วนใหญ่ในกรุงเทพ ไม่ใช่ภาษีของคนคนต่างจังหวัดที่ทำงานในกรุงเทพเหรอ ไม่ใช่ภาษีของคนที่มีทะเบียนบ้านในกรุงเทพสักหน่อย เขาแค่ใช้พื้นที่เป็นเกณฑ์ ไม่ได้ระเอียดถึงขั้นจำแนกภูมิลำเนาของผู้ภาษี

      ในตรรกะเดียวกันงั้นก็อย่าบอกนะว่าภาษีของคนต่างจังหวัดที่ทำงานในกรุงเทพ เป็นเงินที่ได้จากคนกรุงเทพแค่ 5 ล้านคน

      กรุงเทพมีประชากร 14 ล้านคน คนกทม แค่ 5 ตัดพวกลูกหลาน กทม ที่ยังไม่มีปัญญาเสียภาษีออกไป สมมติเหลือครึ่งนึงก็มีแค่ 2.5 ล้านคนแค่นั้น แต่อีก 9 คนที่เหลือคือคนต่างจังหวัดที่ทำงานในกทม และมีแต่วัยทำงาน ตั้งแต่ผู้บริหารยันพนังงานในโรงงาน หรือแม้กระทั่งนิติบุคคลหลายบริษัทเจ้าของก็ไม่ใช่คนกรุงเทพด้วยซ้ำนะ

      จึงไม่ควรจะกล่าวว่าเงินรายได้ส่วนใหญ่มาจากคนกรุงเทพ
      จึงไม่ควรจะกล่าวว่าคนกรุงเทพเลี้ยงทั้งประเทศ
      จึงควรกล่าวว่า เพราะ กทม เป็นเมืองหลวง จึงถูกสร้างและกำหนดให้เป็นแหล่งการเงินการลงทุน จึงมีคนจากที่ต่างๆเข้ามาลงทุน จึงเกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจ จึงดึงดูดคนทั่วประเทศเข้ามาทำงาน เงินจึงสะพัดมากกว่าที่อื่น จึงเก็บภาษีตามพื้นที่ได้มากกว่า ก็แค่นั้น ไม่แค่คนกรุงเทพเลี้ยงคนทั้งประเทศ แต่เป็นไปตามที่มาและกลไกลของมัน

      ถ้าบอกว่า เงินกรุงเทพเลี้ยงต่างจังหวัด มันก็คนต่างจังหวัดในกรุงเทพนั่นแหละที่เป็นคนสร้างรายได้(ส่วนใหญ่)แล้วถูกส่งออกไปหล่อเลี้ยงต่างจังหวัดภูมิลำเนาของตนเองโดยองค์รวม

      • ลวกๆ

        ตามที่ท่านว่าคนต่างจังหวัดทำงานกรุงเทพ อยู่กรุงเทพ จ่ายภาษี เอามาพัฒนากรุงเทพ มันก็ดูเหมาะสมแล้ว จริงๆข้อมูลชุดนี้ลวกเกินไป งบ 72% นี้ควรถูกแจกแจงว่ารวมอะไรไว้บ้าง

        แค่เอาการสร้างเงินมาเทียบก็ไม่เหมาะสมแล้ว และรายได้รัฐจริงๆส่วนมากก็มาจาก vat7% และผมก็เชื่อว่าที่ใช้ชีวิตอยู่ใน กทม จ่ายเงินส่วนนี้มากสุดในประเทศไม่ว่าเขาเหล่านั้นจะมาจากที่ไหนก็ตาม

        แต่ข้อมูลนี้มองได้อีกมุมหนึ่งที่สำคัญมากๆ คือคนที่ทำงานใน กทม สร้างเงิน 26% แต่จ่ายภาษีมากกว่าส่วนที่เหลือในชาติ!!!ทั้งหมดรวมกัน สรรพากรห่วยแตกมากจริงๆถ้าเก็บภาษีได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยอย่างถูกต้องรัฐคงมีรายได้มากกว่านี้เยอะ

  • แห่ง

    คุณสุธิพงศ์ ดูเหมือนคุณจะความรู้น้อยเรื่องการเงินการคลังของประเทศไปสักนิด งบประมาณที่รัฐบาลใช้ในประเทศ ไม่ได้มีแหล่งที่มาจากภาษีเพียงอย่างอย่างเดียว รายได้จากภาษีแค่ 1.5 ล้านๆบาทเท่านั้น แต่งบประมาณประเทศไทยเกือบ 3 ล้านๆบาท แล้วกว่าครึ่งมาจากไหนล่ะทุกปี ถ้าไม่ใช่รายได้ งบ 3 ล้าน 72% ก็เท่ากับ 2.16 ล้านๆบาท ในขณะที่คนกรุงเทพเสียภาษีแค่ 9.8 แสนล้านเท่านั้น ต่างกันเห็นๆ คนกรุงเทพไม่ได้เลี้ยงคนต่างจังหวัด แต่คนต่างจังหวัดตั้งหากที่แบกรับภาระแทนคนกรุงเทพ กล่าวคือ กรุงเทพเป็นเพียงเมืองพ่อค้า ไม่มีทรัพยากรอะไรเลย ไม่มีเศรษฐกิจที่แท้จริง เป็นเพียงเมืองนวัตกรรมทางการเงินที่เป็นศูนย์รวมธุรกรรมทางการเงิน การจ้างงานจึงมากกว่า ตำแหน่งงานจึงมากกว่า รายได้จากภาษีจึงมากกว่า แต่ถ้าพูดจริงๆ ก็คนต่างจังหวัดนั่นแหละที่ทำงานใน กทม แล้วเสียภาษี

    ในขณะที่ต่างจังหวัดเป็นภาคเศรษฐกิจจริง คือภาคการผลิต มีสินค้า มีทรัพยากร ซึ่งพวกเหล่านี้แหละที่เป็นตัวค้ำหรือหนุนหลังเศรษฐกิจแบบปลอมๆ ของกรุงเทพ ถ้าไม่มีสินค้าและทรัพยากรจากต่างจังหวัด เมืองพ่อค้าก็ไม่มีอะไรไปขาย เมื่อไม่มีสินค้าไปขายเศรษฐกิจก็ไม่น่าเชื่อถือ เพราะกลายเป็น”เศรษฐกิจกลวง” ดังนั้นรายได้หลักของประเทศจึงมากจาก 3 ส่วนใหญ่คือ
    1. ภาคการเกษตรอุตสาหกรรม ซึ่งก็คือผู้ผลิตสินค้าทั้งหลายในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นข้าว ยางพารา สิ่งทอ สินค้่าเกษตร อาหารหมูเห็ดเป็นไก่ อาหารทะเล สินค้าแปรรูป สินค้าอุตสาหกรรมที่ผลิตจากโรงงาน ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิก ฯลฯ
    2. ภาคการส่งออก ซึ่งก็คือสินค้าจากต่างจังหวัด ในข้อแรกที่ประเทศไทยส่งออกไปขาย
    3. ภาคการท่องเที่ยวและบริการ ซึ่งก็คือทรัพยากรจากต่างจังหวัดอีกนั่นแหละ

    จะเห็นได้ว่า กรุงเทพแทบไม่มีส่วนร่วมอะไรเลยที่เป็นเศรษฐกิจจริงดังกล่าว มีเพียงการท่องเที่ยวอันน้อยนิดใน กทม นอกนั้นมาจากความเป็น “พ่อค้าคนกลางทั้งสิ้น”

    ในขณะที่ล่าสุด กทม ได้รับงบกว่า 50,000 ล้านบาท ไม่เกี่ยวกับงบกลางกระทรวงทบกรม งบในต่างจังหวัด ได้กันจังหวัดละ 500 – 1,200 ล้านเท่านั้น มีเพียงจังหวัดหัวเมืองใหญ่ๆ อย่างเชียงใหม่ ขอนแก่น โคราช สุราษฎ์ สงชลา ที่ได้งบเกิน 1,000 ล้านบาท นอกนั้น เฉลี่ยๆคละกันไป แต่ไม่ถึง 900 ล้าน รวมกันแล้วก็ไม่เท่า กทม อยู่ดีนั่นแหละ

    • แม้ว

      ถาม: สิงคโปร์เป็นประเทศ “พ่อค้าคนกลาง” ทำไม GDP ถึงได้มากกว่าประเทศที่มีประชากรมากกว่า?
      ตอบ: เพราะรายได้ต่อหัวของประชากรมากกว่า (ทำไมมากกว่า?)

      ถาม: แล้วญี่ปุ่นมีทรัพยากรอะไรหรือ??
      ตอบ: N/A

      • The Way I Am

        เออ.. คุณแม้ว สิงคโปร์ไม่ได้มี GDP ที่มากกว่าประเทศอื่นที่มีประชากรมากกว่านะ ทั้งไทย มาเล อินโด GDP สิงคโปร์อยู่อันดับ 4 ของอาเซียน แต่ที่ประเทศสิงคโปร์มี GDP สูง เพราะว่าเป็นศูนย์กลางการเงินการลงทุนชั้นนำแห่งหนึ่งของโลก เป็นแหล่งระดมเงินทุนและเงินฝาก เป็นศูนย์กลางธุรกิจและบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ และเป็นเมืองท่าขนส่งสินค้าที่สำคัญของโลก จึงทำให้มีกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการเงินที่สูง GDP ก็ย่อมสูงเป็นธรรมดา แต่กระนั้นก็ยังห่างไทยอยู่พอสมควร

        GDP หมายถึง มูลค่าอันเกิดจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจใดๆโดยรวม ไม่ว่าจะเป็นการผลิตหรือบริการหรือแม้กระทั่งการลงทุน หรือนวัตกรรมทางการเงิน ขั้นสุดท้ายที่ถูกผลิตในประเทศในช่วงเวลาหนึ่งๆ โดยไม่คำนึงว่าผลผลิตที่เกิดขึ้นจะเป็นของคนชนชาติใดหรือมากจากทรัพย์กรของชาติใด เป็นการวัดมูลค่าทางเศรษฐกิจกับพื้นที่ ไม่ได้วัดมูลค่าทางเศรษฐกิจกับความเป็นเจ้าของ ของคนในพื้นที่

        ดังนั้นเมื่อเอามาหารเป็นรายได้เฉลี่ยต่อหัว ย่อมเป็นตัวเลขอที่ออกมาสูงเป็นธรรมดา ส่วนคนสิงคโปรทุกคนจะมีรายได้ตามค่าเฉลี่ยหรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

        คนสิงคโปร์(มีตัวเลข)รายได้ตามทฤษฎีเฉลี่ยต่อหัวสูงเพราะมี GDP หารต่อจำนวนประชากรอันน้อยนิดสูง (แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคนสิงคโปร์มีรายได้ตามตัวเลขเฉลี่ยกันทุกคน)

        ไม่ใช่สิงค์โปร์มี GDP สูงเพราะคนสิงค์โปร์มีรายได้สูง (เขาเอามูลค่าทางเศรษฐกิจทุกอย่างมารวมกันแล้วหารใส่จำนวนคนสิงคโปร์ เข้าใจมั้ย??)

        ส่วนญี่ปุ่นรวย และ GDP สูง ไม่ใช่เพราะออกส่งทรัพยกร แต่รวยเพราะนำทรัพยากรจากประเทศอื่นมาแปรรูปแล้วส่งออก และล้วนแต่เป็นสินค้าที่มีมูลค่าสูง เช่น นวัตกรรม เทคโนโลยี รถยนต์ สินค้าอุตสาหกรรม อุปโภค บริโภค ฯลฯ เป็นเป็นศูนย์กลางการเงินของเอเชีย เป็นหนึ่งในสกุลเงินหลักของโลก

        การที่ญี่ปุ่นมี GDP สูง เพราะนำเข้าทรัพยากรแล้วมาผลิตส่งออก เป็นทั้งผู้ผลิตเอง และเป็นพ่อค้าเอง ต่างจากกรุงเทพ ที่เป็นเพียงพ่อค้ารับมาขายเหมือนสิงคโปร์ ไม่ได้นำเข้าทรัพยกรจากต่างจังหวัดแล้วมาแปรรูปผลิตเองแล้วส่งออก แต่อาศัย ซับพลาย จากต่างจังหวัดแล้วตนเองเป็นพ่อค้านำไปขาย จึงไม่มีภาคการผลิตและเศรษฐกิจจริงเหมือนญี่ปุ่น กรุงเทพร่ำรวยและอาศัยอยู่ได้เพราะซับพลายจากทรัพยากรในต่างจังหวัด ถ้าสมมติเกิดต่าง ตวจ เลิกผลิตซับพลาย กทม นั่นแหละที่จะตายก่อนเพื่อน เพราะตัวเองนั้นมูกมัดและพันธนาการไปด้วยระบบการเงินและสัญญาซื้อขายสินค้าล่วงหน้านับไม่ถ้วน ไม่ต้องถึงกับเลิกผลิต แค่มีข่าวว่าจะส่งสินค้าหรือซับพลายให้ไม่ทัน ก็สะเทือนและปั่นป่วนกันทั้งเมืองแล้ว เพราะตนเองมีภาระและพันธะผูกพันต้องส่งสินให้ให้กับคู่ค้าต่างประเทศ ถ้าผิดสัญญาก็จะถูกปรับ เรียกร้องค่าเสียหาย ถูกสั่งยกเลิกดีมาน เสียเครดิส เสียคู่ค้า เสียรายได้ แม้จะเป้นรายได้เข้าประเทศ แต่ก็ไม่ใช่รายได้ของภาคการผลิต แต่เป็นภาคการส่งออก และในความเป็นจริง ต่อให้ประเทศไทยจะเกิดต้มยำกุ้งอีกซักกี่ครั้ง คนใน ตจว ก็เป็นเช่นนั้นอยู่เหมือนเดิม คือ เศรษฐกิจดี รายได้ก็ไม่ได้มากขึ้นเท่าไหร่ เศรษฐกิจแย่ ก็ไม่ได้เดืดร้อนเท่าไหร่ กระทบบ้างแต่ก็ไม่หนักหนา หรือรู้สึกว่าจะเป็นจะตายเหมือนคนใน กทม

        ฉะนั้นจะเห็นได้ว่า เศณษฐกิจไปเป็นแบบน้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่า มีส่วนเกี่ยวข้องซึ่งกันและกัน อันจะบอกว่ารายได้คนกรุงเทพเลี้ยงคนทั้งประเทศน่พเป็นไปไม่ได้หรอก ถ้าคนต่างจังหวัดไม่เป็นซับพลายให้ซะอย่าง คน กทม ที่ไหนจะมีกิน

        และกรุณาอย่ามองเพียงว่าซับพลาย ตจว เป็นเพียง ภาคเกษตร โรงงานอุตสาหกรรม การท่องเที่ยว และบริการ กรุงเทพยังมีธนาคารไม่เกี่ยวกับพวกนี้ บริษัทรถยนต์ไม่เกี่ยวกับพวกนี้ บริษัทซอฟแวร์ไม่เกี่ยวกับพวกนี้ บริษัทโทรคมนาคมไม่เกี่ยวกับพวกนี้ ฯลฯ ถ้าเงินมันไม่มีแหล่งที่มาและไหลเวียนซะอย่าง ไอ้พวกที่พูดมาก็ไม่เกิด ไม่มี หรือที่มี ก็อยู่ไม่ได้หรอก

    • สุธิพงศ์

      ผมว่าคุณเข้าใจอะไรผิดไปเยอะเลยนะ ตอนนี้เรากำลังพูดถึงเรื่องงบประมาณ ไม่ได้พูดถึงเรื่อง GDP นะครับ เวลาคุณขายสินค้า ขายทรัพยากรได้ เลข GDP มันเพิ่ม แต่กำไรมันเข้ากระเป๋าคุณนะครับไม่ได้กลายมาเป็นงบประมาณให้แผ่นดินใช้ ที่คุณพูดถึงภาคอุตสาหกรรม ภาคการเกษตร ภาคบริการนั่น รายได้ส่วนนั้นจะมากลายเป็นงบประมาณได้ไงถ้าไม่ผ่านภาษี

      ตัวเลขที่คุณยกมาก็ไม่ถูกครับ งบประมาณประเทศไทยเกือบ 3 ล้านล้านนี่ไปเอามาจากไหน
      งบประมาณประเทศปี 2554 นี่ 2.17 ล้านล้านครับ ตามรายงานของสำนักงบประมาณ
      http://www.bb.go.th/bbhome/viewextf.asp?x=1&p=/FILEROOM/CABBBIWEBFORM/DRAWER05/GENERAL/DATA0000/00000069.PDF&m=%28%E0%B8%89%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%201%29.pdf

      ถ้าถามว่าส่วนที่เกินมาจากภาษี 1.5 ล้านล้าน นั้นโผล่มาจากไหน คำตอบคือรายได้จากการขายสิ่งของและบริการของหน่วยงานราชการ รายได้จากรัฐพานิชย์ แล้วก็รายได้อื่น ๆ พวกค่าปรับครับ พวกภาคการเกษตร ภาคการส่งออก ภาคการท่องเที่ยว นั่นรายได้ส่วนที่มาเข้ารัฐคือภาษีครับ

      เรื่องที่การผลิต ทรัพยากร แหล่งท่องเที่ยวของต่างจังหวัดเป็นตัวค้ำเศรษฐกิจของกรุงเทพนี่ผมไม่เถียงครับ จะพูดให้ถูกคือค้ำเศรษฐกิจของประเทศเลยล่ะ ถ้าพูดถึงเรื่องระบบเศรษฐกิจ กรุงเทพต้องพึ่งพาต่างจังหวัด และต่างจังหวัดก็ต้องพึ่งพากรุงเทพ ขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไประบบก็พังกันทั้งคู่
      แต่ตอนนี้เราไม่ได้พูดถึงเรื่องระบบเศรษฐกิจน่ะสิครับ เราพูดถึงเรื่องงบประมาณ ผมไม่ได้บอกเรื่องว่าใครเลี้ยงใครเพื่อเอามาข่มว่าใครเจ๋งกว่า แต่คนหลายคนในนี้ยกเรื่องนี้มาเพื่อเราจะได้เห็นปัญหา ว่าการแก้ปัญหามันไม่ใช่เรื่องของการเทเงินลงไป แต่มันเป็นเรื่องของการสร้างโอกาส ให้คนต่างจังหวัดที่มีความสามารถไม่ต่างจากคนกรุงเทพ ได้มีโอกาสที่จะสร้างรายได้ได้

      เอาเข้าจริง ตัวเลขที่คุณยกมานั้นก็สนับสนุนว่ากราฟงบประมาณในรูปข้างบนสุดนั้นแปลก ๆ ตามตัวเลขของคุณ กทม ได้ 50,000 ล้าน ต่างจังหวัดได้ 500-1,200 ล้าน ต่อให้เราประมาณต่ำสุดคือทุกจังหวัดได้ 500 ล้าน เอา 76 คูณเข้าไปก็ 38,000 ล้านแล้ว ถ้าตามนี้งบประมาณของกรุงเทพอย่างมากก็แค่ 50,000/88,000 = 57 % เอง แล้วทำไมในรูปข้างบนสุดนั้นเป็น 72 % แสดงว่าตัวเลขผิดปกติแน่ ๆ

      ขอย้ำอีกครั้งว่าผมก็เห็นว่าประเทศไทยเรา ทั้งภาษี ทั้งงบประมาณ ทั้งประชากรนั้นกระจุกอยู่ที่กรุงเทพมากไปเหมือนกัน ผมก็อยากเห็นงบประมาณ ประชากร การจ้างงาน กระจายตัวออกไปเหมือนกัน แต่การจะเข้าใจถึงปัญหานั้นเราเอาข้อมูลมาวิเคราะห์อย่างถูกต้องครับ จะใช้แต่ความรู้สึก แล้วเอาตัวเลขที่มันไม่ถูกมาบอกว่าโน่นกลวง นี่ปลอม มันแก้ปัญหาไม่ได้ครับ

      • สุธิพงศ์

        เ้อ้อ ที่พิมพ์ไปข้างบนนี่ผมไม่ได้ว่าคุณ “แม้ว” ใน reply บนนะครับ
        ที่ผมตอบโต้คือคุณ “แห่ง” ครับ

    • Atsadang Yuwang

      นับรวมแหล่งพลังงาน โรงไฟฟ้า เขื่อน ที่คนต่างจังหวัดต้องแบกรับปัญหาสิ่งแวดล้อม เพื่อให้คนกรุงเทพมีไฟฟ้าใช้

  • rngline

    เป็นกราฟที่มั่วมากอนุมานไม่สมเหตุสมผล ผิดฝาผิดตัว

  • ศ.

    สนับสนุนบทความครับ

  • http://www.facebook.com/sitti.piya สิทธิโชติ ปิยะโชติ

    ถ้าเอาเงิน ไปลงต่างจังหวัดมากผมว่า รายได้หรือภาษีในต่างจังหวัดน่าจะมากขึ้นด้วย

  • มานะ นิมิตรมงคล

    ตัวเลข 72 ของ กทม.ผมยังกังขาอยู่ครับว่าไม่น่าเป็นไปได้ คงต้องตามดูว่าหมายถึงอะไรบ้าง แต่ก็ขอบคุณที่ให้มุมมองที่ดี โดยเฉพาะเรื่องการกระจายรายได้ กระจายงบเพื่อการพัฒนาและการศึกษาของไทย

  • nam

    อยากรู้ว่าส่วนกลางทำหน้าที่อะไรคะ

  • http://www.facebook.com/jinta.sisong Jinta Sisong

    นิยามความเป็นธรรมของผมคือ เงินงบประมาณที่นำไปใช้เกิดประโยชน์สูงสุดหรือเปล่า ถูกนักการเมืองและ/หรือผู้รับผิดชอบโกงกินหรือไม่ หากงบประมาณที่นำไปใช้เกิดประโยชน์กับประชาชนสูงสุด และไม่ถูกนักการเมืองและ/หรือผู้รับผิดชอบโกงกิน ผมว่านั่นคือความเป็นธรรม งบประมาณจะตกตรงไหนที่ไหนของประเทศ มันส่งผลต่อคนไทยทั้งประเทศอยู่แล้ว ถ้าหากใช้งบเพื่อประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง การกระจายงบประมาณไปสู่ทุกภาคส่วนมันก็จะเป็นไปอย่างยุติธรรมโดยธรรมชาติอยู่ดี ปัญหาทั้งหมดในประเทศไทย อยู่ที่ประเทศไทยมีแต่นักการเมืองเลวปกครองประเทศมาหลายทศวรรษแล้ว และนักการเมืองเหล่านั้นจะครองประเทศนี้ไปอีกกี่ศตวรรษก็ไม่รู้ คนไทยผู้รักความเป็นธรรมหมดหวังกับนักการเมืองไทยไปนานแล้ว

  • Nakarin Nongsrila

    ภาษีอากรประเทศไทยปี2551-2556เก็บได้ปีละเท่าไหร่คับ แล้วภาษีอากรที่เก็บได้ใครนำไปใช้ ใช้เพื่ออะไรคับ (พอดีผมจะทำรายงานคับ แต่หาข้อมูลไม่เจอคับ)

  • rati

    รายได้-ภาษีในกทม ดูคนที่มาขายของออกรถใหม่ มาจากไหน เสียภาษีไหม กลุ่มนี้ใช้พื้นที่ใช้ศักยภาพในกรุงเทพฯทั้งนั้น การแบกรับทั้งหมดรวมค่ารักษาพยาบาล มาสร้างความต้องการให้เกิดขึ้นที่กรุงเทพฯ ห้องเช่าที่ตั้งชื่อว่าคอนโดอยู่กันกี่คน ไฟฟ้าประปา กระจุความต้องการที่กรุงเทพฯ และ เมืองหลัก คนพื้นที่จริงในเมืองหลัก มีเท่าไหร่ คนอพยพเท่าไหร่ แรงงานต่างด้าวอีกเท่าไหร่
    เบื่อ..

Readery — ร้านหนังสือออนไลน์